ด้วยคะแนนเสียงที่สูงขนาดนี้ ย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังของประชาชนที่ไว้วางใจให้เข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ต่อ ถึงแม้ในช่วงหาเสียงจะมีกระแสโจมตีทางการเมืองออกมา โดยเฉพาะ การกล่าวอ้างถึง “ระบอบอากง” แต่ก็ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนใจคนกรุง รวมถึงคะแนนที่มากขนาดนี้ยังสะท้อนถึงต้องการเห็นผลงานอย่างชัดเจน จับต้องได้ และความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้

ส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่นายชัชชาติ ได้กล่าวไว้ในวันประกาศชัยชนะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ว่า “หาก กกต. ยืนยันคะแนนแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือแผนทั้งหมด 260 แผน มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ จัดลำดับความสำคัญ และทำแผน 100 วันว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่เรื่องแรก ต้องทำสิ่งที่ยากก่อนเพราะใช้เวลาในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเรื่องกฎหมาย สิ่งที่ประชาชนกังวลในช่วงเลือกตั้งคือเรื่องความโปร่งใส เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ต้องทำต่ออย่างเข้มข้น ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง ตนมาด้วยความยำเกรงไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นคำสั่งของประชาชน และรู้เลยว่างานไม่เบา งานหนัก หลังจากนี้ในอีก 4 ปีจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ทั้งสามมิติ คือเรื่องของคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประสิทธิภาพของเมืองต้องดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจโตขึ้น คนก็จะมีชีวิตที่ดี ต้องดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม”

เพราะฉะนั้นการบริหารงานและการทำงานของนายชัชชาติ ในสมัยที่ 2 จะมีความยากง่ายมากน้อยแค่ไหน และจะไปในทิศทางใด “ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” สอบถามประเด็นดังกล่าวจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รวมทั้งวิเคราะห์ถึงภาพรวมในสภากรุงเทพมหานคร จะพลิกรูปแบบไปหรือไม่ หลัง พรรคประชาชนคว้าที่นั่งในสภาท้องถิ่นมากที่สุด
รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า การทำงานในสมัย 2 จะมีแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น เพราะอย่าลืมว่าการได้คะแนนในครั้งนี้ ถือเป็น “นิวไฮ” อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะมาพร้อมกับการคาดหวังของประชาชนไม่น้อย และในขณะเดียวกัน ประเด็นปัญหาเก่าที่จะตามหลอกหลอนอีกโดยเฉพาะเรื่องที่มีการกล่าวอ้างถึง “ระบบอากง” ยังถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข ซึ่งในการแถลงวันที่ได้รับชัยชนะ นายชัชชาติก็มีการพูดถึงเรื่องของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันใน กทม.ว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
“อีกทั้งอย่าลืมว่า สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครั้งนี้ก็มาจากพรรคประชาชนเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการตรวจสอบในสภากรุงเทพมหานคร ก็คงเป็นไปอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้นปัจจัยเหล่านี้ ก็จะส่งผลให้นายชัชชาติเร่งทำผลงาน การตรวจสอบ กทม. ซึ่งเป็นการทำงานที่ถูกจับตา เฝ้าติดตามต่างๆ เช่นเดียวกัน”

ส่วนในเรื่องของการกล่าวอ้างถึง “ระบบอากง” นั้นจะส่งผลทำให้นายชัชชาติ อยู่ครบเทอมหรือไม่ เนื่องจากมีคนไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับความโปร่งใสในการโยกย้ายข้าราชการใน กทม. มีความเชื่อมโยงกันนั้น รศ.ดร.ยุทธพรระบุว่า “คงไม่” เพราะสภากรุงเทพมหานคร นั้นไม่สามารถที่จะถอดถอน ผู้ว่าฯ กทม.ได้ จะทำได้ ก็ต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มท.) แต่คงยากมากสำหรับที่จะดำเนินการถอดถอน เว้นเสียแต่ว่า ป.ป.ช. จะชี้มูล ถ้าชี้มูลแน่นอนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วๆ ไป หรือถ้าสุดท้ายมีความผิดมีการสั่งถอดถอนจาก รมว.มท. ซึ่งกระบวนการเหล่านั้นก็ใช้ระยะเวลานานแต่ในระยะสั้นนี้คงยังไม่มีอะไร
“ก็ต้องขึ้นอยู่ในกระบวนการขั้นตอน ในชั้น ป.ป.ช. ว่าจะดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน อย่างที่บอกว่าถ้าหลักฐานไปถึงก็มีโอกาส แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่เห็นหลักฐานของกลุ่มที่ร้อง ในเรื่องของระบบอากงที่มันชัด ดังนั้นก็ต้องดูในชั้นของ ป.ป.ช. ว่ากลุ่มเหล่านี้ไปขับเคลื่อนมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้าหลักฐานชัดก็มีโอกาส ที่อาจจะถูกถอดได้”

ส่วนภาพรวมการทำงานองสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือบรรยากาศการทำงานของสภา กทม. หลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หลังพรรคประชาชนกวาดที่นั่ง สก. ไปถึง 22 ที่นั่ง รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า “อาจจะเปลี่ยน” แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแบบ “พลิกฝ่ามือ” เพราะจำนวน สก.ที่ได้มาก็ยังไม่ถึงครึ่ง เสียงโหวตอย่างไรก็ยังไม่ทำให้ถึงครึ่งได้ เพราะก็ยังมี สก.กลุ่มอื่น ทั้งสังกัดพรรคการเมือง หรืออิสระก็ตามมาร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าถึงขั้นที่ว่าพลิกการทำงานก็อาจจะไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ในเรื่องของการตรวจสอบ ติดตามต่างๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า สก.จากพรรคประชาชน จะทำหน้าที่เรียกได้ว่า เข้มข้นมากขึ้นเพราะพรรคประชาชน เก่งเรื่องการตรวจสอบ อาจจะประสานกับการเมืองระดับชาติในหลายๆ ประเด็น และนำเข้าไปตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎรด้วย
“ดังนั้นก็มีโอกาสที่การทำงานจะเข้มข้นขึ้น แต่ว่า สก.ก็คล้ายๆ ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีอำนาจในระดับท้องถิ่น ไม่สามารถทำอะไรได้มากมาย แต่ก็อาจจะเห็นบทบาทหลาย ๆ อย่างของทาง สก. มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สก.ในปีนี้จะเห็นว่า มีคนหน้าใหม่เข้ามาไม่มากเพียงแค่ 18 คน จากทั้งหมด 50 คน และถึงมีหน้าใหม่เข้ามาก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คงจะไม่พลิกโฉมอะไรได้มาก”

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



