เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 69 ดร.อรัญ พันธุมจินดา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา  กมธ.ป.ป.ช. ได้มีการพิจารณาประเด็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้กำกับการ 6 และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กมธ.ป.ป.ช. ซึ่งตนได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญในที่ประชุมว่า ผู้ที่จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้เกิดการทุจริตในการสอบบรรจุ ควรถูกพิจารณาในสถานะใด ระหว่าง “ผู้เสียหาย” หรือ “ผู้ให้สินบนเจ้าพนักงาน” ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ว่าด้วยการเสนอหรือให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน

ดร.อรัญ ระบุว่า ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานเป็นความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน แม้เจ้าพนักงานจะยังไม่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด การเสนอให้สินบนก็อาจถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้น การพิจารณาสถานะของผู้จ่ายเงินจึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาอย่างรอบคอบ ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตามข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หากผู้ที่จ่ายเงินเพื่อแสวงหาช่องทางเข้าสู่ตำแหน่งราชการได้รับการพิจารณาเป็นเพียง “ผู้เสียหาย” โดยไม่มีการจำแนกข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน อาจกลายเป็นช่องว่างให้เกิดพฤติกรรมการใช้เงินซื้อโอกาสเข้ารับราชการในอนาคต

ดร.อรัญ ชี้ว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่างบุคคลที่ถูกหลอกลวงจนได้รับความเสียหาย กับบุคคลที่มีเจตนาจ่ายเงินเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต เพราะหากบุคคลกลุ่มหลังสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้ อาจนำไปสู่วงจรการทุจริตซ้ำซ้อน ภายหลังเข้ารับตำแหน่งแล้วอาจแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อถอนทุนจากเงินที่ใช้ในการเข้าสู่ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้กำหนดกลไกให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจพิจารณากันบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้เป็นพยานได้ หากบุคคลดังกล่าวให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยชี้มูลความผิดของเจ้าพนักงานของรัฐ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดร.อรัญ เห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการดำเนินคดีเฉพาะราย แต่เป็นประเด็นเชิงหลักการในการป้องกันการทุจริตของประเทศ หากไม่มีความชัดเจน อาจทำให้การติดสินบนกลายเป็นช่องทางเข้าสู่ตำแหน่งราชการ และทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง  ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายและมาตรการปราบปรามการให้สินบนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศด้วย.