สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ว่า ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศไทย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาเสพติดจากเที่ยวบินต้นทางในไทยได้หลายคดีต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยถูกจับตามองในฐานะแหล่งต้นทางสำคัญของการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่ญี่ปุ่น
ข้อมูลของศุลกากรญี่ปุ่นระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ มีคดียาเสพติดที่ตรวจพบประมาณ 51 คดี โดย 11 คดี หรือราว 21.6% เป็นการลักลอบนำเข้าจากสนามบินในไทย สารเสพติดที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ กัญชา ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (ทีเอชซี) และยาไอซ์ ซึ่งมีต้นทางจากสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และเชียงใหม่
เฉพาะช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นสามารถตรวจยึดกัญชา ทีเอชซี ยาไอซ์ เคตามีน และยาอี ได้หลายครั้ง ที่สนามบินฟุกุโอกะ นาฮะ เซนได และนาโงยา โดยทุกคดีมีจุดเริ่มต้นจากไทย
แม้รัฐบาลไทยจะยกเลิกนโยบายกัญชาเสรีและปรับให้กัญชาอยู่ภายใต้สถานะ “สมุนไพรควบคุม” แต่ข้อมูลของญี่ปุ่นยังระบุว่า ไทยเป็นแหล่งต้นทางกัญชาอันดับสอง รองจากสหรัฐ โดยในปี 2568 ศุลกากรญี่ปุ่นยึดกัญชาที่มีต้นทางจากไทยได้มากกว่า 1.5 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปริมาณยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ทั่วประเทศสูงกว่า 3 ตันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยอีกว่า ตลอดปี 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาเสพติดผิดกฎหมายได้รวม 3,211 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน โดยกัญชาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถิติพุ่งสูง ขณะที่สหรัฐยังคงเป็นแหล่งต้นทางอันดับหนึ่ง คิดเป็น 43% ของกัญชาที่ตรวจยึดทั้งหมด ตามด้วยไทย 27% และเวียดนาม 8%
ทางการญี่ปุ่นประเมินว่า การลักลอบนำเข้ายาเสพติดที่เพิ่มขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลคลาดเคลื่อนบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายของกัญชา พร้อมย้ำว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดนและการตรวจผู้โดยสารจากประเทศที่มีความเสี่ยง
ก่อนหน้านี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ ได้แจ้งเตือนคนไทยให้หลีกเลี่ยงการรับฝากสัมภาระหรือพัสดุจากบุคคลอื่น และตระหนักถึงบทลงโทษที่รุนแรงของกฎหมายยาเสพติดญี่ปุ่น เนื่องจากผู้ต้องหาคดียาเสพติด มักต้องถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดีเป็นเวลานาน และอาจได้รับโทษจำคุกหลายปี รวมถึงโทษปรับมูลค่าสูง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



