เปิดหน้าสู้เพื่อสวัสดิภาพคนบันเทิงแบบทุบโต๊ะดังสนั่น สำหรับผู้กำกับชื่อดังและนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย “มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” ที่ล่าสุดเจ้าตัวมาร่วมงานเสวนา “รู้ก่อนรับงาน” พร้อมเปิดอกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าเพิ่งไปขึ้นศาลในฐานะพยานคดีเบี้ยวเงินในวงการมาหยกๆ พร้อมแฉตัวเลขสุดช็อกว่า ปัจจุบันมูลค่าความเสียหายจากการโกง ไม่จ่ายตังค์ หรือลงทุนแล้วเชิดหายในวงการบันเทิงไทย พุ่งทะยานแตะหลักร้อยล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

งานนี้หนุ่มมะเดี่ยวเลยจับมือกับกระทรวงแรงงานเปิดทางสว่างให้คนตัวเล็กตัวน้อยในวงการ ไม่ต้องแบกรับค่าทนายเป็นหมื่นๆ เวลาโดนเบี้ยวค่าตัว โดยเจ้าตัวเผยว่า “การเสวนาในวันนี้ก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้จัดงานนี้ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพราะว่าพี่ในฐานะนายก (นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย) ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในวงการเรา ไม่ว่าจะเป็นถูกเบี้ยว ถูกหลอกไปนู่นไปนี่ แล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค. พี่ก็เพิ่งไปขึ้นศาลมาในฐานะพยาน บอกไม่ได้แต่ว่าเกี่ยวกับวงการบันเทิงเราเนี่ยแหละ แบบไปรับจ้างเขาแล้วโดนเบี้ยวตังค์ แบบว่ามีเยอะมาก มูลค่าความเสียหายในวงการบันเทิงเรานะน้องๆ พี่ว่าถึงวันนี้แตะร้อยแล้วอ่ะ โกงกันไม่จ่ายตังค์กัน หรือลงทุนแล้วหายไปเลยอะไรแบบ ก็เลยแบบว่าต้องมีใครมาช่วยแล้วล่ะ
ทีนี้ก็มีสมาพันธ์เนาะที่ช่วยกันไกล่เกลี่ยในเรื่องของข้อพิพาทอะไรต่างๆ แล้วก็กระทรวงแรงงานช่วยเราได้เยอะเลย เพราะว่าบางทีคนตัวเล็กตัวน้อยในวงการเรา เขาโดนเบี้ยวเงินค่าตัว แต่ถ้าไปขึ้นศาลเสียค่าทนายเสียค่าอะไรเป็นหลักหมื่นเหมือนกัน ทีนี้กระทรวงแรงงานเขามีศาลแรงงาน เรามีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่ ก็ตามที่ท่านได้บอกไปเมื่อสักครู่นี้ว่าน้องๆ ที่มีปัญหาเรื่องการจ้างงานสามารถเดินวอล์กอิน (Walk-in) เข้าไปที่กระทรวงแรงงานได้เลย ขอให้ท่านช่วยไกล่เกลี่ยหรือนำเรื่องขึ้นศาลแรงงานได้ พี่ว่านี่มันเป็นประโยชน์มากเลย มันช่วยทำให้คนที่ทำงานทุกวันนี้ตระหนักรู้สิทธิของตัวเองแล้วพอเราทำงานโดยรู้ว่าเรามีสวัสดิภาพและมีสวัสดิการยังไงแล้วเนี่ยก็จะทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น
คือกฎหมายเดิมเขามีอยู่แล้ว แต่บางคนเขาอาจจะไม่รู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้างในการทำงาน อย่างเช่น บางคนยังไม่รู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือเป็นสัญญาจ้างทำของ แต่พอมาในวันนี้แล้วเนี่ยจะรู้แล้วว่าพอเวลารับงาน ในฐานะรับจ้างแบบไหนอยู่ แล้วพอมันเกิดข้อพิพาทขึ้นก็จะได้ไปถูกที่หรือเรียกร้องสิทธิได้ถูกต้อง ส่วนเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ที่ควรจะทำให้มันเป็นรูปเป็นร่าง คิดว่าเร็วที่สุดในตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องของการตระหนักรู้เรื่องของสัญญาจ้าง ก่อนทำงานควรแชตไลน์กัน คุยงานกัน มันสามารถเอามาเป็นสัญญาในการจ้างงานได้ แล้วก็จะทำแพลตฟอร์มในเรื่องของการออกสัญญา หรือว่าทำพรอสไลน์ที่เอาไว้ถาม

ส่วนใหญ่คนชอบหลังไมค์มาทางสมาคม ซึ่งจริงๆ แล้วคุยกับกรมคุ้มครองแรงงานได้ จับให้พาไปออกพี่หนุ่มตลอดเลย ก็ไม่ไหวนะทุกคน (หัวเราะ) ก็จะได้รู้สิทธิก่อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร คือสัญญาและการตระหนักรู้เรื่องทางกฎหมาย สำคัญมากเนาะ แล้วต่อมาก็จะเป็นเรื่องของชั่วโมงการทำงานที่เราพยายามผลักดันมากๆ เลยว่า เราควรทำงานในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกองถ่าย 16 ชั่วโมงบ้าง 14 ชั่วโมงบ้าง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ พี่เชื่อว่า ทุกคนเริ่มตระหนักและพยายามจะผลักดันแต่สิ่งที่จะช่วยได้มากก็คือการมีกฎหมายมารองรับตรงนี้
ตรงนี้มันต้องเริ่มต้นจากผู้ว่าจ้างก่อน จริงๆ แล้วเราจะควบคุมเขาได้ยังไง เราต้องมีการพูดคุยกันก่อน ทั้งฝั่งแรงงานเราเองแล้วก็ฝั่งสมาคม โปรดักชันเฮาส์ ฝั่งนายทุน สถานีโทรทัศน์ต่างๆ มาหาข้อตกลงร่วมกันก่อน แบบว่า ถ้าพี่ใช้งานเราเยอะขนาดนี้ไม่ไหวนะจ๊ะ แล้วก็เราร่วมงานตกลงกันว่าเราจะทำประมาณนี้ และที่กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะผลักดันกฎหมายนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็พยายามทำให้เร็วที่สุด หลังจากนี้ไปก็จะเริ่มตั้งคณะกรรมการในการศึกษาความเป็นไปได้ ในการที่จะหาข้อตกลง แล้วก็ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะดำเนินการยังไง ว่า 12 ชั่วโมงจะมีใครได้ใครเสียอย่างไรและจะมีการชดเชยอย่างไร
ที่ผ่านมาการดำเนินการมันเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว มันมีการพูดคุยแต่ว่าเป็นการพูดคุยที่ไม่ถูกจุด เรากำลังจะพูดตรงนี้แต่ไปคุยกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเขาไม่ได้ดูแลตรงนี้ หรือกระทรวงแรงงาน เราก็ไม่รู้จะคุยกับใครในช่วงก่อน แต่พอมาเป็นท่านพี่หนิม แกค่อนข้างใส่ใจในเรื่องนี้ ก็เลยไปถูกช่อง มันก็เลยตกล่องปล่องชิ้นกันมาและเข้าสู่กระบวนการครับ ก็คาดว่าจะทำให้ดีที่สุด เร็วที่สุด พี่ยังไม่กล้าบอกว่ากี่เดือน แต่ว่าจะต้องผลักดันเข้า ครม. ให้ได้ คือที่มาเป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ในวันนี้อุตสาหกรรมบันเทิงเราจะต้องเติบโต คือเป็นนายกสมาคมครับไม่ใช่นายกรัฐมนตรี (หัวเราะ)

ถามว่ากี่ปีแล้ว แล้วบ่อยไหมที่เราต้องไปศาล จริงๆ มีวาระของปี นี่ก็ใกล้หมดวาระที่ 1 แล้ว แต่จะสามารถต่อได้อีกวาระหนึ่ง ในวาระแรกก็ผลักดันในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทำคอร์สทำนั้นทำนี่ ซึ่งคอร์สนี่ก็สามารถส่งต่อให้กับกระทรวงแรงงานเขาเซอร์ติฟิเกต (Certificate) ได้แล้ว พอเซอร์ติฟิเกต หนังนอกเข้ามาคนมีใบเซอร์รับหนังนอกได้ หนังนอกมั่นใจว่าทีมงานไม่บ้งแน่ ไม่มาทำอะไรโบ้ๆ เบ้ๆ เขาจะมากันเยอะขึ้น นี่ก็เป็นส่วนที่ช่วยผลักดัน เฟสต่อมาที่คิดจะทำก็คือ เรื่องชั่วโมงการทำงานแล้วก็สวัสดิภาพของแรงงานอุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ของเรา
ส่วนฉากเลิฟซีนที่มีการพูดถึง มันสำคัญครับ จริงๆ เรามีมาตรฐานของเราอยู่แล้ว ในการที่จะดูแลเขา เราทำหนังจริงๆ ออนแอร์ เราก็ไม่จบครึ่งหรอก มีหลายหน่วยงานที่ดูแลมาตรการตรงนี้ แต่จริงๆ สิ่งที่เราจะโฟกัส ซึ่งวันนี้จะพูดถึง นั่นก็คือการที่…ใช้ภาษาบ้านๆ คือโมเดลลิงเถื่อน มีหลอกคนไปทำเลิฟซีน อะไรอย่างงี้มันมี จริงๆ ตอนท้ายแซ่บมากให้เราฟังกันนะฮะไม่รู้จะมีใครโดนฟ้องหรือเปล่า แต่พี่ฟังเรื่องร้องเรียนมาบางครั้งอัศจรรย์จริงๆ กล้าทำกันลงไปได้ยังไงแบบนี้ ตอนนี้กังวลมากเพราะว่าเด็กและเยาวชนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้เยอะ เป็นเหยื่อของโมเถื่อนแล้วไม่กล้าพูดต่อสาธารณะเยอะ พูดแล้วก็สงสารน้องน้ำตาจะไหล”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Chookiat Sakveerakul



