กลายเป็นเทปเปิดตัวรายการใหม่ที่ทำเอาแฟน ๆ พากันน้ำตาซึมและส่งกำลังใจให้คุณแม่ลูกสองอย่างล้นหลามสำหรับการเปิดบ้านที่จังหวัดภูเก็ตต้อนรับผู้จัดคนเก่ง “จ๋า-ยศสินี ณ นคร” ในรายการใหม่ “มั่วบ้านงาน EP.1” ภายใต้หัวข้อสุดลึกซึ้ง “ชีวิตที่ต้องแลก เดอะแบก ก้อย รัชวิน” ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้ดาราสาวถึงกับหลั่งน้ำตาออกมากลางวงสนทนา เกิดขึ้นหลังจากถูกยิงคำถามแทงใจดำเรื่องการย้ายมาปักหลักในพื้นที่ที่ไม่มีทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงสิ่งที่ต้องเสียสละทิ้งไว้เบื้องหลังในฐานะอดีตไอคอนหญิงกลุ่มแรก ๆ ของวงการนักวิ่ง

โดยเมื่อ จ๋า พิธีกรถามคำถามแรกว่า พี่รู้สึกว่าอาชีพแม่เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ แต่เสียสละ แต่ในขณะเดียวกันพี่เชื่อว่ามีบางอย่างที่เราอาจจะคิดถึง ก้อย รัชวิน คนเดิม พูดจริงๆนะในวันนี้ที่ทุกคนลุกขึ้นมา วิ่งเพื่อสุขภาพ คนนี้คือคนแรกเว้ยผู้หญิงคนนี้คือคนแรกที่วิ่ง ที่พูดเรื่องวิ่งตามผู้ชายมันเป็นกิมมิก แต่ว่าที่วิ่งจริงๆคือเขาเว้ย ผู้หญิงทุกคนที่วิ่งทุกวันมาหลังเขาหมด

ก้อย เผยต่อว่า “ก่อนอื่นเลยทำไมพี่ถึงมองเห็นสิ่งนี้ ทำไมพี่ถึงมาถาม ทำไมถึงพูดเรื่องนี้อ่ะ โอ้โห (จ๋า : มันเป็นยังไง มันเป็นยังไง)(น้ำตาคลอ)ตอนแรกมันก็ไม่รู้สึกหรอก เพราะว่าเราอยู่กับลูกเนาะแบบ 100% ไงเรามีลูกแบบวันแรกที่เป็นแม่ คลอดลูกออกมา เลี้ยงลูกมันก็คือโลกทั้งใบเราคือลูกมันไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นสักเท่าไหร่ พอลูกเริ่มโตขึ้น คนโต 4 ขวบ คนเล็ก 2 ขวบ เขาเริ่มรู้เรื่องช่วยเหลือตัวเองได้บ้างในบางอย่าง คนโตเข้าโรงเรียนแล้ว แม่ก็จะมีเวลาบ้างนิดหนึ่ง เวลาของก้อยคือก้อยไปส่งทะเลที่โรงเรียน

“ข้างๆโรงเรียนทะเลคือยิมที่พี่ตูนเล่าว่าเราจะไปเล่น กันเสมอ เหมือนไม่รู้สิเหมือนมันเป็น Destiny คือ ธัญญปุระ สปอร์ต complex ที่เรามาวิ่งกันตั้งแต่สมัยเราบ้าวิ่ง ทุกวันนี้มันอยู่เป็นส่วนหนึ่งข้างโรงเรียนของทะเล แล้วส่งทะเลเสร็จก้อยก็ไปวิ่งออกกำลังกาย ก็วิ่งของก้อยอยู่อย่างนั้น ”

“ออกกำลังกายของก้อย ก็ไม่ได้ถ่ายคอนเทนต์เพราะว่า ก็อยู่ภูเก็ต ก็ไม่ได้มีตากล้องมาตาม ไม่ได้มีเพื่อนที่แบบมึงถ่ายให้กูหน่อย หรือโค้ชที่มาเทรนเป็นฝรั่งเขาก็จะแบบว่าฉันมาทำงานฉันเป็นโค้ชฉันจะไม่ได้มาถ่ายคอนเทนต์ให้เธอ คนก็จะไม่ได้เห็นภาพนั้น”แล้วทุกครั้งที่ก้อยเปิดมือถือดูอันนี้คือความรู้สึกที่มันปะทะมาเข้ามาคือเฮ้ยเราเคยอยู่ตรงนั้นตรงนั้นเราเคยไปวิ่งแบบนี้เลย แล้วเราก็มีกลุ่มเพื่อนที่ไปวิ่งกับเรา มันก็รู้สึกว่าเราเคยอยู่ตรงนั้น (เสียงเครือน้ำตาไหล) แล้วเราก็เคยเป็นคนที่ได้แชร์พลังงานนี้ให้คนอื่น ก้อยก็รู้สึกว่าเหมือนบางอย่างมันหายไปคือแบบ self esteem บางอย่าง คุณค่าในตัวเรามันหายไปนิดหนึ่ง ”

“ซึ่งงงมากว่าทำไมพี่จ๋าถึงถาม เพราะมันเป็นสิ่งที่ก้อยพูดกับพี่ตูนแค่ 2 คน ว่ารู้สึกเรื่องนี้ (จ๋า : แล้วพี่ตูนว่าไงบ้าง) เขาเข้าใจทุกอย่างแต่เขาไม่ได้มีคำตอบอะไรให้เรา เขาแค่อยู่รับฟังเรามันก็เพียงพอแล้วแหละ บางทีก้อยก็กลับมานั่งถามตัวเองว่าตอนนี้อะไรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิต ”

“แล้วคืนนั้นก้อยก็นอนพร้อมๆลูกก็เอาลูกเข้านอน แล้วก้อยก็มองหน้าเขาแล้วก้อยก็ได้คำตอบ ว่านี่คือสิ่งที่สำคัญ นี่คือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณค่า คือคนที่อยู่ตรงหน้าเรา ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่คนในโลกโซเชียลไม่ใช่คนที่ก้อยเคยไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ก็รู้สึกว่าฉันได้ให้พลังคนเยอะแยะมากเหลือเกิน มันแค่คนนี้แล้ว มันแค่คน 2 คน 3 คนแค่ในครอบครัวเราแค่นี้แล้ว พอก้อยคิดได้ก็โอเค สบายใจขึ้นื ก้อยก็ยังมีความฝันอยู่ว่าวันหนึ่งก้อยจะกลับไปวิ่งมาราธอน แล้วมีลูกมาเชียร์ แค่เก็บความฝันนั้นไว้แล้วก็โอเคไม่เป็นอะไร วางมันไว้แล้ว ณ วันนี้เราก็ทำหน้าที่ที่เราเป็นแม่ให้ดีที่สุด เพราะถามว่า ใน process ของการเป็นแม่เราก็เพิ่งเป็น มาแค่ 4 ปีเองอ่ะพี่จ๋า ก็ยังต้องเรียนรู้ก็ก็ยังแบบมีบางอย่าง ที่แบบมันมีวันที่ดีมันมีวันที่ไม่เป็น ดั่งใจมันมีวันที่เราเข้าใจแล้วมีวันที่เราไม่เข้าใจ”

ขอบคุณภาพจาก: มั่วบ้านงาน