เมื่อวันที่ 7 ก.ค. กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกในสังคมออนไลน์ เมื่อมีรายงานผลการตรวจคัดกรองสุขภาพของนิสิตและนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบตัวเลขผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) สูงถึงกว่า 4,500 ราย จนทำให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ต้องสั่งการด่วนให้หน่วยงานสาธารณสุขลงพื้นที่ควบคุมโรค และผลักดันมาตรการ “ปลาร้าสุก” อย่างเร่งด่วน

นพ.หัสชา เนือยทอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม (สสจ.มค.) ได้ออกมาชี้แจงเพื่อลดความตื่นตระหนกว่า ตัวเลขที่พบจำนวนมากในปีนี้ ไม่ได้หมายความว่าเกิดการระบาดที่ผิดปกติแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะปีนี้เป็นปีแรกที่ได้นำนวัตกรรมตรวจหาแอนติเจนของพยาธิในปัสสาวะซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มาใช้คัดกรองนิสิตใหม่

นวัตกรรมดังกล่าวมีความสะดวก ใช้เวลาเพียง 15 นาที และมีความไวสูงมาก สามารถตรวจพบได้แม้ยังมีพยาธิจำนวนน้อย หรือยังไม่ถึงระยะที่พยาธิออกไข่ แตกต่างจากการตรวจอุจจาระแบบเดิมที่มักจะให้ผลลบหากหาไข่พยาธิไม่พบ จึงทำให้คัดกรองเจอผู้ที่มีเชื้อแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก

นพ.หัสชา ย้ำว่า พยาธิใบไม้ตับพบเฉพาะในปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดในวงศ์ปลาตะเพียน เช่น ปลาซิว ปลาขาว เท่านั้น เมื่อประชาชนรับประทานแบบสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อย ลาบ หรือปลาร้าดิบ ตัวอ่อนพยาธิจะเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี และหากติดเชื้อเรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี อย่างไรก็ตาม การบริโภคเนื้อสัตว์ดิบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแซลมอน หมู หรือวัว ก็ล้วนเสี่ยงต่อพยาธิชนิดอื่นๆ เช่นกัน จึงควรปรุงสุกทุกครั้ง

ทางด้าน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) เปิดเผยว่า นิสิตที่เข้ารับการตรวจคือกลุ่มชั้นปีที่ 1 ซึ่งเดินทางมาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ การตรวจพบเชื้อจึงเป็นการประเมินความเสี่ยงที่เด็กอาจมีติดตัวมาก่อนเข้าเรียน ขณะนี้มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับ สสจ. เพื่อนำนิสิตกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยัน จ่ายยาถ่ายพยาธิ และติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจะเก็บข้อมูลสุขภาพของนิสิตเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

ด้าน นายเชาวลิต เหล่าสมบัติ เจ้าของร้านส้มตำอู่แซ่บเวอร์ ย่าน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย ใกล้ มมส เปิดใจว่า ข่าวนี้ทำให้ร้านส้มตำรอบมหาวิทยาลัยตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างไม่เป็นธรรม เด็กเพิ่งจะเปิดเทอมได้แค่ 10 กว่าวัน เพิ่งย้ายมาจากทั่วประเทศ บางคนยังไม่ได้เป็นลูกค้าของร้านส้มตำแถวนี้เลยด้วยซ้ำ แต่พอมีกระแสข่าวว่าจะเร่งตรวจสอบร้านส้มตำ กลายเป็นว่าพวกเรารับจบ ทั้งที่พยาธิก็มาจากของดิบอื่นๆ ได้ ทั้งลาบดิบ ซอยจุ๊ กุ้งดอง แซลมอนดอง หรือปูนาดิบ” นายเชาวลิต กล่าว

นายเชาวลิต ยืนยันเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันร้านส้มตำแทบทุกร้าน ใช้ปลาร้าต้มสุกมาไม่ต่ำกว่า 10-15 ปีแล้ว เพราะหากต้องการน้ำปลาร้าที่รสชาตินัว จะต้องนำไปเคี่ยวกับสับปะรด ใบหม่อน หรือใบกระถิน นานหลายชั่วโมงจนกระดูกปลาเปื่อยยุ่ยถึงจะกรองมาใช้ ซึ่งกลิ่นและความนัวของปลาร้าสุกกับดิบนั้นต่างกันอย่างชัดเจน

เจ้าของร้านส้มตำทิ้งท้ายว่า ภาครัฐควรให้ความรู้ประชาชนอย่างรอบด้าน ว่าอาหารดิบทุกชนิดมีความเสี่ยง และควรรณรงค์ให้ประชาชนถ่ายพยาธิประจำปี มากกว่าจะมาพุ่งเป้าจับผิดที่ร้านส้มตำเพียงอย่างเดียว หากเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่มาตรวจที่ร้านก็ยินดี เพราะมั่นใจว่าทางร้านใช้ปลาร้าสุกร้อยเปอร์เซ็นต์