เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายวิทยา สมศรีษมสกุล (บุคคลทั่วไป) ร่วมกับ พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน และพวกรวม 6 คน กรณีร่วมกันเรียกรับเงินจำนวน 6 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานให้ปล่อยตัว นายริเทช พาเทล (Mr. Ritesh Patel) สัญชาติอังกฤษ ผู้ต้องหาคดีสวมข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 65 นายริเทชถูกจับกุมตัวที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนถูกส่งตัวมาควบคุมต่อที่สถานกักกันผู้ต้องหาต่างด้าว สโมสรตำรวจ ต่อมากลุ่มเพื่อนของผู้ต้องหาได้พยายามหาช่องทางประกันตัว จนได้รับการติดต่อจาก นายวิทยา สมศรีษมสกุล ซึ่งอ้างว่าตนเองสนิทสนมกับ พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ ผบ.ตร. ในขณะนั้น และกำกับดูแลคดีเกี่ยวกับชาวต่างชาติ โดยอ้างว่าสามารถเคลียร์คดีให้ได้ แต่มีค่าดำเนินการงวดแรก 1,000,000 บาท ซึ่งทางฝั่งผู้ต้องหาได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารตามที่กำหนด

ต่อมา นายวิทยาได้เรียกเงินเพิ่มอีก 5,000,000 บาท รวมเป็น 6,000,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปมอบให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แต่เมื่อมีการนัดพบกันที่สโมสรตำรวจ เจ้าหน้าที่ ตม. กลับปฏิเสธการเข้าเยี่ยมและยืนยันว่าไม่มีนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ต้องหาได้หลงเชื่อ และโอนเงินงวดที่สองไปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายปรากฏว่านายริเทช กลับไม่ได้รับการประกันตัว และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินทั้งหมดได้ถูกโอนกระจายเข้าบัญชีของนายวิทยา, พ.ต.อ.ราเมศ และนางบูรยา แก้วสูงเนิน ซึ่งเป็นภรรยา

เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนไต่สวนแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าว มีมูลความผิดจริง จึงมีมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนี้นายวิทยา สมศรีษมสกุล มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175 ขณะที่ พ.ต.อ.ราเมศ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเรียกรับสินบน (ม.143), พ.ร.บ.ป.ป.ช. (ม.128, ม.169, ม.175) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงส่วน นางบูรยา แก้วสูงเนิน (ภรรยา พ.ต.อ.ราเมศ) มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการเรียกรับสินบน และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนเจ้าของบัญชีธนาคาร 3 ราย คือ นายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม, น.ส.ณัฐนรี บุญมา และ น.ส.ทิพย์สุดา อินสองใจ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการเรียกรับเงิน และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ทั้งนี้ ป.ป.ช. จะดำเนินการจัดส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในชั้นศาล พร้อมทั้งส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด เพื่อลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป