วันที่ 8 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแจ้งผู้แทนภาคเอกชนว่า เป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดพิเศษ โดยมีวาระหารือเรื่องเดียว คือ การเตรียมความพร้อมและป้องกันอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมปี 69 โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจ เอกชนในพื้นที่ รวมทั้งจะเป็นแซนด์บ็อกซ์ นำมาใช้กับพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ ก่อนฤดูมรสุมใต้ในปลายปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ โดยจะต้องมีการวางแผนเฉพาะหน้า ต้องไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่นปี 68 อีก ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่วงเงินงบประมาณ เพราะการป้องกันดูแลประชาชนในระยะยาว คุ้มค่ากว่าการเยียวยา ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่การใช้งบภาษีพี่น้องประชาชนต้องคุ้มค่าทุกบาท ทุกสตางค์ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเบื้องต้นให้ใช้งบประมาณของส่วนราชการหลัก ขณะที่ งบกลางจะใช้ในกรณีเร่งด่วน จำเป็น

“นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำถึงความสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งก่อนเกิดเหตุ และระหว่างเกิดเหตุ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว เตรียมความพร้อม ทั้งแผนดูแล อพยพประชาชน การให้ความช่วยเหลือพี่น้องประสบภัย ต้องชัดเจนและต้องประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าและต้องต่อเนื่องด้วย มาตรการประชาสัมพันธ์นี้ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ แต่ลดความเสียหายให้กับผู้ประสบภัยได้ จึงอยากกำชับให้ส่วนท้องถิ่น พื้นที่ไปดำเนินการด้วย”

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้รายงานต่อที่ประชุมถึงแผนแม่บท จากการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ที่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่ง กรอ. สงขลา ได้เสนอโครงการเร่งด่วน 9 รายการ ตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อให้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จก่อนฤดูฝน

“รัฐบาลให้ความสำคัญ แม้จะไม่สามารถห้ามภัยธรรมชาติได้ แต่สามารถป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และให้ความช่วยเหลืออภาคธุรกิจ การค้า ซึ่งเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบการจัดการน้ำที่ยั่งยืน จึงเป็นหน้าที่และภารกิจของรัฐบาลโดยตรง”

นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ในฐานะโฆษก กรอ. กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำรายละเอียดงบประมาณ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ งบเร่งด่วน งบระยะกลาง และงบระยะยาว โดยเน้นไปที่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและจุดที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งก่อน เพื่อให้พร้อมรับมือกับช่วงหน้าฝนของภาคใต้ที่จะมาถึงในเดือน พ.ย.-ธ.ค. นี้ และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายและเริ่มงานให้ได้ภายใน 100 วัน หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุนว่าเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก จะไม่กลับมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองอีก

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้เสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวและระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนใหญ่อย่างมาเลเซีย ให้กลับเข้ามาใช้จ่ายและท่องเที่ยวในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของหาดใหญ่ในฐานะประตูสู่อาเซียน