เมื่อวันที่ 10 ก.ค.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแก้ปัญหาวิกฤตเด็กหลุดออกจากระบบ (Thailand Zero Dropout) เปลี่ยนบทบาทสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” นำร่องโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” นำนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานรากชุมชน (Context-based learning) ส่งเสริมการรู้หนังสือเด็กชาติพันธุ์และเด็กในพื้นที่ห่างไกล ประเดิมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา และโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายท่าเสา – วังกระแจะ รวมจำนวน 13 แห่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเตรียมถอดบทเรียนความสำเร็จจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ หวังขยายผลยกระดับคุณภาพสถานศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งทั่วประเทศอย่างยั่งยืน
โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เปิดเผยว่า การยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในทุกมิติ จำเป็นต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้หนังสือ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานที่สำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความท้อถอยต่อการเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือ 4.1 แสนคน จากเดิมที่เคยสูงสุดปีละกว่า 1 ล้านคน และโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง จึงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สมศ. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) เพื่อสร้างกระบวนการสะสม “ต้นทุนทางปัญญา” (Cognitive Capital) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น นำผลประเมินการศึกษาภายนอกที่ได้รับมาจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ไปปรับใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา สมศ. พบว่า สถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ ยังประสบปัญหาการอ่านออกเขียนได้อยู่เป็นจำนวนมาก สมศ. จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทและภูมิสังคมของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
“สมศ. ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนผ่านโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” หรือ การเรียนรู้บนฐานรากของชุมชน โดยการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยพัฒนาสู่ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองบริบทพื้นที่ (Context – based learning) ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้การอ่านและการเขียนผ่านสื่อการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งผลให้เข้าใจง่าย ซึมซับได้เร็ว และสนุกกับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับโมเดล “Smart Local Literacy” เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนบทบาทการประเมินเพื่อตัดสินของ สมศ. ไปสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” (Development-oriented Assessment) โดยถอดบทเรียนจากผลการประเมินเครือข่ายจัดการศึกษาท่าเสา – วังกระแจะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 13 แห่ง พัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทางภาษาของโรงเรียนเครือข่าย ผ่านการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของโรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา อ.ไทรโยค เพื่อนำเสนอเป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนให้กลุ่มโรงเรียนในเครือข่ายนำไปต่อยอดพัฒนา โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเป็นที่ปรึกษา และทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ (Coach) เพื่อขับเคลื่อนและให้คำแนะนำในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากทั้งเด็กนักเรียน และครูผู้สอน รวมถึงคนในชุมชนเป็นอย่างดี

“สมศ. มีแผนที่จะรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขยายผลต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสื่อท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้การรู้หนังสือและการอ่าน เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ลดปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout) และสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจกล่าวทิ้งท้าย



