หลังจากที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่แฟนๆ ส่งกำลังใจให้หนาแน่น สำหรับมรสุมครอบครัวของพระเอกหนุ่มคมเข้ม “เอส-กันตพงศ์ บำรุงรักษ์” ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวช็อกว่าถูกภรรยาชาวต่างชาติ “คิตตี้ คริสติน่า” ยื่นฟ้องหย่าพร้อมตัดสิทธิปกครองบุตร 100% จนเจ้าตัวต้องตัดสินใจยื่นฟ้องกลับเพื่อทวงคืนสิทธิความเป็นพ่อ ท่ามกลางกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวเคยหลั่งน้ำตาเสียใจหนักที่ลูกสาวแท้ๆ เรียกตนเองว่าลุง แต่กลับเรียกชายอื่นว่าพ่อ ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด หนุ่มเอสได้เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าวงานวิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 ประจำปี 2569 จึงได้เปิดใจอัปเดตสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงความคืบหน้าเรื่องคดีความที่กำลังพยายามไกล่เกลี่ยกันอยู่ โดยเจ้าตัวเผยว่า “สุขภาพกาย โอเคครับ อย่าถามเรื่องอื่น (หัวเราะ) ส่วนสุขภาพใจ ก็โอเคนะครับ หลายคนก็เป็นห่วงหลังจากเรื่องราววุ่นวายครอบครัว ก็หวังว่าน่าจะสามารถจบได้ด้วยดี อยากให้เป็นแบบนั้นมากกว่าครับ ยังอยู่ในสิ่งที่ต้องคุยกันเยอะพอสมควร แต่ว่าอยากจะให้มันจบด้วยดีเพื่อลูกมากกว่า ถามว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการฟ้องร้องหรือว่าไกล่เกลี่ยกันมากกว่า ก็หวังว่าเขาอยากให้ได้ไกล่เกลี่ยมากกว่า อยากให้เป็นแบบนั้นมากกว่าครับ
ส่วนเราอยากให้มันเป็นแบบไหน ใจมันอยาก… อย่างที่บอกคือเป็นมิตรที่ดีต่อกันน่าจะดีที่สุดเพื่อลูกน่าจะดีกว่า เอ๊ะ นี่เรามางานบุญไม่ใช่เหรอครับเนี่ย (หัวเราะ) ส่วนที่คิดว่ามันยังมีปัญหาอยู่ ของผมเหมือนอย่างที่บอกครับ ว่าถ้าคุยกันได้ก็น่าจะดีที่สุด รอบต่อไปที่มันเป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ถามว่านานไหม ก็พอสมควรนะครับ แนวโน้มประมาณไหน แนวโน้มคาดเดาไม่ได้เลย

แต่เราก็มีธงที่เราเตรียมไว้แล้ว ก็คือเป็นสิ่งที่อาจจะเคยมีคุยกันแล้วนิดหน่อย แต่ว่ามันอาจจะยัง…อย่างที่บอกครับ ว่าอยากจะคุยกันได้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกที่สุด ถามว่าบรรยากาศมันยังเครียดอยู่ไหมเวลาเจอกัน หมายถึงส่วนตัวของผมหรือเขา คือผมอาจจะเป็นคนแปลกมั้ง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความรู้สึกลบกับใครง่ายเท่าไหร่ พอเรารู้สึกลบกับเขาก็เป็นตัวเรานี่แหละครับที่แบกความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่ค่อยได้รู้สึกอะไร
ถามว่ามีอะไรที่เครียดไหม อาจจะไม่ได้มีเรื่องเครียด แต่ว่าอยากทำให้ลูกมีความสุขที่สุด มันเป็นสิ่งที่คิดว่าจะทำยังไงให้ลูกมีความสุขและได้ประโยชน์ที่สุดมากกว่า ก่อนวันที่นัดเขาติดต่อมาบ้างไหม ไม่มีครับ แต่มีโอกาสได้เจอน้องประมาณหนึ่งครับ ประมาณหนึ่งแต่ว่าก็ยังไม่ได้ถี่มาก คือหนึ่งสัปดาห์เรายังไม่ได้แบ่งกันชัดเจนไหมว่าจะได้เจอกันกี่วัน ยังครับ รอบที่แล้วที่สัมภาษณ์ไปก็ไม่ได้ต่างปีที่แล้วที่สัมภาษณ์ อาจจะดีขึ้นมานิดนึงซัก 5-10 เปอร์เซ็นต์
ส่วนที่ดีขึ้น ก็ได้เจอมากขึ้นนิดหน่อย ด้วยความที่เราไม่ได้เจอกันบ่อย นอกจากเจอตัว ถามว่าได้มีโอกาสวิดีโอคอลอะไรอย่างงี้ไหม ไม่มีเลยครับ ส่วนใหญ่ก็คือปัญหาอะไร เราก็อยากจะแยกให้มันเป็นเรื่องของพ่อแม่ใช่ไหม ใช่ครับ อยากให้มันเป็นเรื่องของพ่อแม่ เพราะว่าน้องเขาไม่สมควรต้องมารู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย เหตุผลว่าทำไมจริงๆ ผมถึงไม่อยากให้สัมภาษณ์เรื่องพวกนี้ ผมเชื่อว่าเขาเป็นแม่รักลูก แล้วผมก็เชื่อว่าผมก็ทำฐานะของพ่อให้ดี พ่อกับแม่เนี่ยไม่ได้บอกว่าใครดีไม่ดี แต่ว่าถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วคนที่รับปัญหาคือลูก คิดว่าไม่สมควร
เวลาจะได้เจอกันแต่ละครั้ง ด้วยเวลา มันเลยวางแผนไม่ค่อยได้ มันก็เลยแค่ขอให้ได้เจอก็โอเคแล้ว ก็ดีใจแล้ว พี่โอปอย (ผจก.ส่วนตัว) เขามีโพสต์ที่ได้เห็นก็จะมีได้วิ่งด้วยกันบ้าง ได้เล่นด้วยกันบ้าง ก็จะจัดเวลาให้ได้เล่นด้วยกัน ก็คาดหวังว่ามันจะจบได้ด้วยดีครับ”




