ระอุไปทั้งวงการเพลงและแวดวงบันเทิง หลังจากเกิดประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์กรณีค่ายเพลงดึงตัวคนจากกระแสข่าวดราม่าติดลบมาเซ็นสัญญาปั้นเป็นศิลปิน ล่าสุดในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง หมัดฝังเทวา ท้าเดิมพัน ณ MSTUDIO ชั้น 3 อาคารอเวนิว รัชโยธิน นักร้องหนุ่มเพื่อชีวิตยุคใหม่ “จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี” หรือ “จ๋าย ไททศมิตร” ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์ชัดถึงทุกประเด็นร้อน ทั้งค่านิยมวงการเพลงที่กำลังบิดเบี้ยว รวมถึงอัปเดตคดีความเรื่องรถยนต์ที่เจ้าตัวยืนกรานไม่ยอมความเด็ดขาด

เมื่อถูกถามถึงกรณีดราม่าที่มีการหยิบยกคนจากกระแสลบ ข่าวฉาว หรือคดีความต่าง ๆ ขึ้นมาปั้นเป็นนักร้องในชั่วข้ามคืนจนคนตั้งใจฝึกซ้อมมองว่าไม่แฟร์ จ๋าย ไททศมิตร ได้แสดงทัศนะอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ผมว่าคอมเมนต์มันก็เป็นเอกฉันท์อยู่แล้ว คือมันมีหลายคนออกมาพูดอยู่แล้วเนาะ อื้ม ก็ดี ผมคิดว่าทุกคนควรจะรู้สึกตัวแล้วก็ตื่นตัวเรื่องเนี้ย ว่ามันเป็นเรื่องไม่ค่อยปกติเนาะ ผมว่ามันคนละเรื่องกันเลย มันก็มีทางคนฉวยโอกาสเนาะ ผมยกตัวอย่างเลยแล้วกัน แบบเราเคยผ่านเหตุการณ์แบบเนี้ยที่หนักกว่าเนี้ย แบบลุงพลอย่างมาแล้วด้วยซ้ำ คือเราควรจะเรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นบ้างสังคมเนาะ ผมเข้าใจว่าจะมีคนช่วยโอกาสหรือว่าเขาอาจจะหวังดีก็ได้ ต่างๆนานาอะไรก็แล้วแต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีทางไปได้ หรือประสบความสำเร็จ ถ้ามันไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนฟังหรือผู้ชม” 

“จริง ๆ ผมไม่ได้ติดตามข่าวนี้ครับ ก็ถามจากเพื่อนๆ ว่าเขาดราม่าเรื่องอะไร แล้วพอทราบเรื่องก็รู้สึกว่า รู้สึกแย่เหมือนกัน รู้สึกแย่กับความรู้สึกตัวเอง รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าผมเห็นมันเกิดขึ้นซ้ำบ่อยเหลือเกินกับการที่คนหยิบฉวยโอกาสเหล่านี้แล้วก็เอามาแบบทำมาหากินในสังคมต่อได้”

(มันทำให้ภาพลักษณ์วงการเพลงเสียไปเลยไหม จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ไปเลยหรือเปล่า?)”ไม่หรอก เพราะว่าสำหรับผมมันสุดท้ายมันอยู่ที่แฟนเพลงอยู่ดี สุดท้ายอยู่ที่ผลงานอยู่ดี ในขณะเดียวกัน อ้าว ไม่รู้เขาอาจจะทำมาแล้วแบบโอ้โห Quality เทียบเท่าลิซ่าเลยก็ได้ถูกมั้ย ถ้าเขาทำได้เราก็พร้อมรอดูและสนับสนุน แต่ผมว่ามันพอมันเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ มันก็จะได้เดี๋ยวจะเห็นเองผ่านผลงานน่ะครับ”

“ในแง่ของการทำตามหรือการเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านี้อันนี้น่าเป็นห่วงครับ อันนี้ผมว่าน่าเป็นห่วงว่าคนหรือเด็กหรือใครก็แล้วแต่ที่อาจจะไม่มีวิจารณญาณ เขาก็อาจใช่วิธีการเนี้ยเพื่อที่จะไต่เต้าไปสู่แบบความสำเร็จหรือความดังได้ ทุกวันนี้ทุกอย่างมันไวมากพี่ ทุกอย่างมันไวมาก”

“ส่วนตัวผมไม่ได้ซีเรียสมาก เพราะว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของวงการเนาะ เออ ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราแค่เหน็ดเหนื่อยใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วก็สังคมมากกว่า  แต่ยังรู้สึกว่าชื่นใจหน่อยว่ายังมีคนรู้สึกตัว ไม่เฮโลขนาดไปขนาดที่แบบว่าโอเคติดตามข่าวเขาแล้วพอมาทางเนี้ยแล้วก็ไปสนับสนุนเขาอีก ผมรู้สึกว่ามันคนละเรื่องกัน คนละเรื่องกันไปไกลเลย”

(การเป็นนักร้องไม่ได้ง่าย ต้องผ่านการแข่งขันมากมาย สิ่งเหล่านี้กำลังเลือนหายไปไหม?) “ไม่หรอก ผมว่าเหมือนเดิมแหละ แต่ว่ามันเหตุการณ์นี้มันแค่แสดงให้เห็นถึงความน่าเกลียดแล้วกัน ในการหยิบฉวยโอกาสเพื่อมาหาผลประโยชน์ใด ๆ ก็แล้วแต่ ไม่สนับสนุน ไม่สนับสนุนอยู่แล้ว”

(หลายคนจับจ้องรอโพสต์พี่จ๋าย ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยออกมาโพสต์?) “ติดจริงๆ ติดคือหลัก ๆ ก็หน้าฟีดเนาะ เดี๋ยวนี้มันเป็น AI แล้ว มันก็จะดันแต่เรื่องการเมืองมาแหละโดยปกติแล้ว เรื่องการ์ดช่วงนี้ก็เบาเพราะว่าไม่มีเวลา กลับมาตอนนี้เหมือนเรื่องสัญญากับค่าย Gene Lab มันจบลงละ จบลงกันด้วยดีละ ก็จะเริ่มปล่อยเพลงละ มันก็เลยต้องเข้าสตูอัดเพลง แล้วก็มีเรื่องหนังนี่แหละที่จะต้องโปรโมท (แสดงว่าเราไม่ทันดูคลิป (ที่เป็นดราม่า) 70 กว่าล้าน?) “ไม่ได้ดูเลย งงแบบอะไรที่นอนหมอนโดเรม่อนอะไรวะ  ไม่ได้เห็นเลย ได้ยินแต่คำบอกเล่า จากเพื่อนในวง”

(ไม่เห็นเพราะมันขาดตลาดหรือเปล่าคนซื้อเยอะ?)“ ไม่ทราบเหมือนกัน (หัวเราะ) มาเห็นข่าวชัด ๆ ก็ตอนที่เกิดดราม่าเรื่องนักร้องนี่แหละครับ เพื่อนๆศิลปินเขาโพสต์กัน”

(จ๋ายรับสมัครนักร้องด้วย มีเกณฑ์ในการตัดสินใจยังไง?) “หลัก ๆ ก็จะมาจากที่ผมมีไอเดียในการขายเค้ามั้ย แค่นั้นเลยครับ  จริงๆผมเจอเด็กเอาเดโม่มาส่งเยอะ หลายคนมีศักยภาพ แต่อาจจะไม่เหมาะกับผม หมายถึงว่าผมไม่รู้จะขายเขายังไง เพราะผมเป็นค่ายเพลงผมมีหน้าที่ที่จะต้องขายและนำเสนอเขา ไปให้คนอื่นได้ฟังได้ชม ถ้าแบบเขาเก่งมากๆ เลยแต่เราไม่มีไอเดีย ผมก็ไม่อยากให้เขาเสียเวลากับผม  เราจะดูมากกว่าว่าแบบเอ๊ะเรามีไอเดียในการขายเขายังไงวะ แล้วก็ถ้าสมมติมีไอเดียเราก็จะคุยกับเขาว่า เขาเห็นด้วยกับไอเดียที่เราจะทำกับเขาหรือเปล่า”

(เกณฑ์คัดเลือกที่ลงลึกไปดูถึงประวัติส่วนตัวด้วยมั้ยว่าก่อนจะเป็นศิลปินการใช้ชีวิตเป็นยังไง?) “ด้วยครับ จริง ๆ ทัศนคติ นิสัยเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับผมนะ  การทำเพลงเนี่ยง่ายที่สุดแล้วในการเป็นศิลปิน  อย่างพี่เป็นนักข่าวบอกให้พี่ทำข่าวสัมภาษณ์ พี่ต้องทำได้เลยถูกต้องไหมเช่นเดียวกันผมเป็นศิลปิน เป็นนักดนตรีมืออาชีพ ผมก็ต้องทำเพลงได้เลยโดยที่ ไม่ต้องรอแรงบันดาลใจมันต้องทำเป็นอาชีพได้ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสร้างผลงาน สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำวงนี่แหละ ก็คือองค์ประกอบ อื่นๆเช่น การปฏิบัติตัวต้องทำยังไง ต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่าง เรื่องบางเรื่องเราทำไม่ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้มันมีสิ่งที่ต้องแลกในการเป็นศิลปิน และมันเป็นสิ่งที่ไม่มีกฎหมายมาบังคับว่าไม่ทำสิ่งนี้แล้วตำรวจจะจับ แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้คุณอาจจะ ไม่ประสบความสำเร็จหรืออาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่มาก มันมีบาร์ของมันอยู่เช่นเดียวกันครับ เรื่องพฤติกรรมกับความสามารถมันมาคู่กันครับ ผมว่ามันมาคู่กันบางคนก็ ดีมากเลยแต่ว่า บางทีอาจจะต้องอาศัยการฝึกฝนมากขึ้นหน่อย มันเป็นสิ่งที่มาคู่กันและทิ้งไม่ได้” 

(ยังมีความเชื่ออยู่ว่าถึงแม้จะมีข่าวฉาวก็ สามารถสู้บรรทัดฐาน ในการที่เราจะแสดงความสามารถในการเป็นศิลปินได้มากกว่า) “ ใช่อยู่แล้วครับสุดท้ายแล้ว สังคมก็เป็นคนตัดสินเองอยู่แล้วว่า ศิลปินคนไหนหรือวงไหน จะประสบความสำเร็จมากน้อย หลักๆผมมองว่า ใครที่เป็นประโยชน์จะประสบความสำเร็จมากไม่ว่าทางใดก็ตาม อย่างเช่นเขาเป็นคนใจดี ทำบุญบ่อย หรือเขาเป็นคนดี เขาร้องเพลงเพราะ เขาจรรโลงใจ ฟังเขามีความสุขจังเลยเอ็นดูเขาจังเลย อะไรก็ตามยิ่งสร้างประโยชน์มากยิ่งประสบความสำเร็จมาก และสังคมก็เป็นคนตัดสินเอง ว่ามันดีหรือไม่ดี”

(ถ้าอยากเป็นศิลปินที่ดีที่เท่แบบจ๋ายต้องทำยังไง?) “ไม่ดีหรอกครับ (ส่ายหัว) ก็มีชั่วบ้าง อย่างแรกต้องฝึกฝนครับ ในเรื่องความสามารถก่อนนะครับ ต้องฝึกฝนอุดรอยรั่วในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เก่งเท่าคนอื่น  ต้องรู้ตัวก่อนว่าอะไรที่เราไม่เก่งถ้าอะไรที่เราไม่เก่งเราก็ฝึกเพิ่ม ง่ายมากเหมือนนักกีฬาเลย ก็แค่ฝึกเพิ่มทำไมผมถึงมีเพลงสต๊อก ไว้เยอะมากเพราะผมกลัวว่าวันนึงผมไม่เก่ง ผมเลยต้องเขียนเผื่อไว้ในวันที่ผมยังเก่งอยู่เพราะผมกลัวว่าวันนึงที่ผมแก่ แล้วเขียนเพลงไม่ได้ต้องตายแน่เลย ตอนที่ยังเขียนได้ก็เลยต้องเขียนไว้เยอะๆ  มากกว่านั้นคือเรื่องการปฏิบัติตัวครับ ต้องรู้ตัวเองว่าอะไรควรไม่ควรมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้แย่ขนาดที่ว่าเป็นตัวเองไม่ได้เลย ก็น่าจะเห็นผ่านโซเชียลมีเดียของผม ผมก็ยังเป็นตัวเองบ้างอาจจะรสดีกรีลงจากตอนที่เด็ก เปลี่ยนวิธีการโพสต์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเมสเซจ ที่จะสื่อสารมันเปลี่ยนไป ตอนเด็กเด็กก็อาจจะเป็นคนที่ขวานผ่าซากไปเลย ด่าการเมืองแบบตรงๆ ดูหัวรุนแรง ก็เปลี่ยนมาเป็นการแซวแทนก็ได้”

“สิ่งที่ทำให้ลดความแรงลงจากการสื่อสารในอดีตเพราะเจอคนเยอะขึ้นครับ เพราะว่าโตขึ้น เพราะว่าแก่ขึ้น  เจอคนที่คิดต่างจากเราด้วยนะครับเยอะขึ้น ซึ่งหลาย ๆ คนไม่ใช่คนชั่วครับ หลายๆคนเป็นคนดีหมด แม้แต่นักการเมืองในสีที่เราไม่ชอบ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาชั่วขนาดนั้นแค่มีวิธีการ หรืออุดมการณ์  หรือเป้าหมายเดียวกันแต่มีวิธีการที่แตกต่างกัน ผมแค่อยากสื่อสารให้กว้างขึ้น ผมแค่เปลี่ยนวิธีการพูดจากที่พูดแบบตรง ๆ ไปเลย เอ้ยพูดบางครั้งพูดอ้อม ๆ ก็ได้นี่หว่า บางครั้งพูดให้ซอฟต์ลงก็ได้นี่หว่า บางครั้งพูดติดตลกก็ได้นี่หว่า ไม่จำเป็นต้องใส่แรงอย่างเดียว อันนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าการสื่อสารมันมีหลายแบบ แต่แน่นอนว่ามันจะมีคนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ผมรู้สึกว่าวิธีนี้ ณ ตอนนี้ ช่วงชีวิตนี้มันเวิร์กกับผม รู้สึกว่าซอฟต์ลงมาแล้วก็ดี” 

(ก็ยังเป็นตัวแทนหมู่บ้านให้การพูดแทนหลายๆคน?) “ใช่ครับ(พยักหน้า) คือเหมือนผมรับภารกิจนี้มาแล้วไม่รู้ว่าตั้งใจ หรือตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผมมองว่าแฟนเพลงของ TaitosmitH เขาไม่ได้ ชอบผมที่เป็นตัวแทนแห่งความฝัน หรือการถึงฝันแล้วผมรู้สึกว่า เขาสนับสนุนเราเพราะมีความหวังมากกว่า เขาหวังว่าผมจะสะท้อนเสียงของเขา เขาหวังว่าสนับสนุนผมแล้ว ผมจะพูดแทนเข้า ทำให้เสียงของเขามีคนได้ยินให้สังคมได้ยิน พอได้ยินแล้วไม่ว่ามันจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน แต่ให้เรื่องภายในใจเขาเบาลงบ้าง ผมว่าเขาสนับสนุนผมเพราะสิ่งนั้น เราก็ยังต้อพูดอยู่ ซึ่งวันหนึ่งผมอาจจะไม่ใช่เสียงของเขาแล้ว หรือวันหนึ่งเขาอาจจะเป็นเสียงของเขาแต่เขาแก่กันหมดแล้ว มันหมดซีนของเขาและของผม ผมไม่จำเป็นต้องออกมาพูด หมดยุดที่เราต้องออกมาพูดแล้ว ให้คนเจนเนอร์เรชั่นหลังเขาพูดไป (แต่ตอนนี้เดินหน้าทำได้ก็ทำไปก่อน?) ใช่ครับ ก็ทำไปก่อนเต็มข้อเลย ”

(บางคนมองว่าเราออกมาพูดแทนใจค่อนข้างรุนแรงเรารู้สึกยังไง) ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนหรอกครับ ผมอ่ะก็สะท้อนเสียงของตัวเองนี่แหละ แค่เสียงของตัวเองมันไปตรงกับเขาด้วยแค่นั้นเอง อย่างมากที่สุดผมอยู่ในวงการนี้มาเกือบ 10 ปี เราได้เจอคนมากมายไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดว่า พูดผ่าน Facebook แล้วมันจะเปลี่ยนเปลงอะไร ผมไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้นแต่อย่างน้อยๆพูดแล้ว แฟนเพลง ผมได้มาคอมเมนต์ได้ระบายบ้างแค่นั้น มันก็โอเคแล้ว ให้ระบายบ้างเดี๋ยวเป็นบ้า”

(มั่นใจใช่ไหมว่าสิ่งที่ระบาย เราไม่ได้ใช้อารมณ์รุนแรงในการโพสต์)ไม่เลยครับ ไม่เครียดเลย ผมไม่เชื่อเลยแม้กระทั่งคอมเมนต์เห็นต่างที่เข้ามาด่าผมผมเข้าใจได้ ผมก็เป็นตัวระบายความเครียดให้ดขาด้วยนะ ทั้งคนเห็นต่างและคนไม่เห็นต่าง(เราเก็บกดหรือคนคอมเมนต์เก็บกด?) ไม่รู้เหมือนกันแต่ถ้าผมไม่ได้โพสต์ ผมอาจจะเก็บกด อาจจะเป็นบ้าก่อนอะไรอย่างนี้ ขอใจฟูในพื้นที่เล็กๆของผมบ้าง“

จ๋าย เผยอีกว่าไปขึ้นศาลเรื่องคดีรถครับ ผมไม่ได้ฟ้องคอมเมนต์ใครนะครับ พึ่งขึ้นศาลครั้งแรกครับ ครั้งหน้าน่าจะจบแล้ว ตอนนี้รถเนี่ยถูกขายไปให้คนที่เชียงใหม่ไปแล้ว เขาซื้อให้แฟนเขาเป็นของขวัญวันแต่งงาน ผมก็ไม่อยากไปเรียกคืน ก็เลยกันเขาเป็นพยาน วันที่ขึ้นศาลเค้าก็มาด้วย โอกาสได้เงินคืนผมไม่แน่ใจกระบวนการ แต่ว่สเบื้องต้นพฤติการณ์เขาคือเขามีโจทย์อยู่ประมาณ60เคสมั้ง ถ้าจำไม่ผิด เกือบทุกเคสยอมความและให้ผ่อนผมน่าจะเป็นคนเดียวที่ไม่ให้ผ่อน ”

“ผมเรียกไปเท่าค่ารถเลยครับที่เขาขายไปก็ 550,000 บาท  เขาขอยื่นผ่อน ผมบอกผมไม่ให้ผ่อนสักบาทเลย ด้วยเหตุผลว่ามันเสียเวลาผมมาก ตั้งแต่ผมออกโหนกระแสแล้วก็ต้องทวง แล้วก็ต้องไปขึ้นศาลอีกผมไปร้องเพลงผมได้ตังค์เกินไปแล้วนึกออกไหม ผมเลยไม่ให้ผ่อนเลยบอกเขาไปว่า ถ้าพี่จะผ่อนผม  ถือว่าผมจ้างพี่ติดคุกแล้วกัน พี่ติดคุกไปเลยดีกว่า ถือว่าเป็นบทเรียน มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นผมไปถ่ายหนังมามันก็สนุกดี”  

(ยังไม่ได้มีการลงอาญาหรืออะไรใช่ไหม?)“ ยังครับ วันที่ผมไป มีแค่เหมือนเขาประกันตัวไม่ทันอีกหนึ่งคดี แล้วก็ถูกฝากขังไปตอนนี้น่าจะประกันตัวออกมาแล้ว ส่วนของผมถ้าไม่ยอมความ เขาก็น่าจะต้องวางเงินประกัน (โกรธเคืองคู่กรณีอยู่ไหม?)”ไม่เลย ผมว่าเขา ณ ตอนนี้เขาได้รับบทเรียนแล้วนะ แล้วผมก็ทำใจไปตั้งแต่ตอนโดนชิ่งแล้วแหละว่าไม่ได้ตังค์คืนแล้ว  ซึ่งหลักๆความตั้งใจผมผมไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้แล้ว อะไรก็ได้ที่จบไวที่สุด พี่คืนเงินก้อนผมมาเลย หรือพี่ติดคุกไปเลย แค่นั้น เพราะว่าต้องมานั่งตาม ทนายก็ต้องทักไลน์มา เสียเวลา ขอไปเล่นการ์ดได้ไหมอะ”

“ความรู้สึกตอนอยู่ในศาลผมเตรียมดูทนายปีศาจมาเต็มข้อเลย  เตรียมตัวมาคิดว่าศาลจะถามว่าใช่หรือไม่ ผมจะตอบว่าใช่ครับ เตรียมตัวไปเล่าเรื่อง ปรากฏว่ามันไม่เหมือนเลย เฟรนลี่มาก   อาจจะโชคดีเจอผู้พิพากษาที่ท่านแบบเมตตา เขาพยายามพูดให้บรรยากาศมันไม่ตึงเครียดมาก ผมขำตลอดเวลาเลย ผมหัวเราะอยู่ในศาลตลอดเวลาเพิ่งไปมารอบเดียวครับ รอบหน้าน่าจะเคลียร์จบครับ เพราะเขารับสารภาพหมดแล้ว ตอนนี้เหมือนไกล่เกลี่ยรอบสุดท้ายน่าจะรอบหน้าครับ”