เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ได้มีการจัดงาน LEs EXPO – Local Enterprises Exposition 2026 “สูตรสำเร็จ LE-Local Enterprises…เติมอาวุธธุรกิจชุมชน…สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตยั่งยืน” ภายใต้กรอบแนวคิด “THE 3Ea – พลังงานที่เล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้” ที่โรงแรมโซฟีเทล สุขุมวิท เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของการดำเนินการตามกรอบวิจัย LE (Local Enterprises = Area-based Innovation for Local-economy Growth Engine) สร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน มีกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในพื้นที่งานจัดโดย กองทุนส่งเสริม ววน. หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน


ภายในงาน บรรดาผู้ประกอบการชุมชนซึ่งร่วมเป็นเครือข่ายกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ นำผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างผู้ผลิตสินค้าการเกษตร การรวบรวมผลผลิต การจับคู่กับโรงงานเพื่อสร้างผลผลิตใหม่ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มอบหมายให้นักวิจัยลงรับฟังร่วมแก้ไขปัญหาผลผลิตมะขามที่ขายได้ราคาต่ำ โดยรวบรวมผลผลิต แปรรูปอย่างง่ายเช่นการแกะเมล็ด บรรจุซอง หรือนำส่วนที่ตกเกรด แปรรูปเป็นน้ำมะขามเข้มข้น จำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอาหาร หรือครามไพลิน ผู้ประกอบการผ้าทอย้อมครามและผ้าปัก ซึ่งถ่ายทอดความรู้ด้านศิลปะการปักผ้าให้คนในชุมชนต่างๆ รวมถึงผู้สูงอายุ ได้สร้างชิ้นงานของใช้ของที่ระลึกแทนการขายผ้าทอทั้งผืน ใช้วัตถุดิบในชุมชน กระจายงานแต่ละคนสร้างงานตามจินตนาการของตนเองจำหน่ายผ่านการไลฟ์ในช่องทางออนไลน์ ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปตามชุมชนที่เข้าร่วม และการช่วยเจรจากับนายทุนเงินกู้ให้รับซื้อปลาทะเลครึ่งหนึ่งจากชาวประมงเกาะปูลาโต๊ะบีซู จังหวัดนราธิวาส แทนการขายให้ทั้งหมดเพื่อผ่อนหนี้ นำปลาที่เหลือแปรรูปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ วางแผนทางการเงินจนมีรายได้ขั้นต่ำครัวเรือนละ1หมื่นบาท และมีเงินออม


รศ.ดร.บัณฑิต อิณนวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises กล่าวว่า กรอบวิจัย LE เป็นการทำงานผ่าน 2 ภาคส่วน 1) ทำร่วมกับนักวิจัยเศรษฐกิจชุมชนใน 51 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 2) ทำร่วมกับ 21,759 ธุรกิจชุมชน และ 45 นักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (45 LE Heroes) ด้วยเครื่องมือ 2 ชนิดคือ1.ระบบปฏิบัติการเพื่อสร้างวินัยและการบริหารการจัดการทางการเงิน เรียกเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชัน และซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์ และ ระบบปฏิบัติการ คน-ของ-ตลาด โมเดล 2.เกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกม เป็นเกมจำลองสภาพการประกอบการธุรกิจเสมือนจริง มีเกื้อกูลซูเปอร์โค้ช หรือ กระบวนกรพี่เลี้ยง ซึ่งพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2562


ผลการดำเนินการ 7 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน สร้างรายได้รวมของธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 9,448 ล้านบาทต่อปี เกิดเม็ดเงินในการจ้าง/สร้างงาน 3,024 ล้านบาทต่อปี (จาก 72,516 คนในพื้นที่) ใช้วัตถุดิบในพื้นที่กว่า 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าวัตถุดิบในพื้นที่ปีละ 3,402 ล้านบาท


“ธุรกิจชุมชน คือ กลไกการเติมเงิน สร้างฝายชะลอเงินไม่ให้ออกจากพื้นที่ จ้าง/สร้างงานให้กับคนในพื้นที่ เกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ กระจายรายได้ในพื้นที่ กระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของกรอบวิจัย LE ให้ชื่อสูตรสำเร็จนี้ว่า “THE 3Ea” ประกอบด้วย (1) 3E = Operating Growth Framework, (2) 5L = Key Operating Factors, (3) 7C = Co-Collaborating Design และ (4) 9E = 9 Working Steps”


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความสำคัญของธุรกิจชุมชน (Local Enterprises: LE) คือ เป็นกลไกเติมเงินและกักเก็บเม็ดเงินให้อยู่ในพื้นที่ ข้อมูลวิจัยพบว่า รายจ่ายของธุรกิจชุมชนถึงร้อยละ 71 จะหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่น ทั้งการจ้างงาน การซื้อวัตถุดิบพื้นถิ่น ก้าวต่อไปของกระทรวง อว. คือ เดินหน้าสร้างและพัฒนา LE Accelerators (ตัวเร่ง) ขยายโอกาสให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนอย่างครบวงจร ตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ถึง 47,000 ธุรกิจชุมชนภายในปี 2570 เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เกื้อกูล ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจฐานรากมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย คิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ประเทศ เป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ กระทรวง อว. จึงนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บูรณาการกับวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สร้างโอกาสใหม่ เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชน (Local Enterprises) ให้เป็น Local Growth Engine for Local Economy Growth หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิด Area-Based Economy หรือเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน


ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เป้าหมายหนึ่งของ บพท. คือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน ด้วยการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบสัมมาชีพในชุมชน เกิดการพึ่งพาตนเอง ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น


“ธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ติดอยู่กับการทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิม เน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด ขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ โจทย์ที่ต้องทำ คือยกระดับความสามารถการประกอบการของธุรกิจชุมชน ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ได้แก่ คน-ของ-ตลาด โมเดล มีพื้นที่เป็นตัวกำกับ เพื่อสร้าง คน ที่มีความสามารถ ของ ที่มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น ตลาด ที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน”