เมื่อวันที่ 11 ก.ค. น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยถึงการควบคุมและเฝ้าระวังการใช้กัญชาในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำให้ประชาชนและผู้ประกอบการตระหนักว่า ขณะนี้ “ช่อดอกกัญชา” ได้ถูกยกระดับการควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 แม้กลไกทางกฎหมายหลักในการควบคุมกัญชาจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่สำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยังคงมีภารกิจสำคัญในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และปกป้องสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนจากการใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์

สำนักงาน ป.ป.ส. ขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและประชาชนทราบถึงสาระสำคัญของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับล่าสุด ซึ่งกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม โดยผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า จะต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 เท่านั้น และเน้นย้ำถึงสาระสำคัญและเงื่อนไขที่ผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้ การควบคุมแหล่งที่มาและการส่งออก โดยผู้รับใบอนุญาตต้องจัดทำข้อมูลแหล่งที่มา การนำไปใช้ และจำนวนที่เก็บไว้ พร้อมรายงานต่อนายทะเบียน และจำหน่ายหรือส่งออกได้เฉพาะช่อดอกที่มาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดี (GAP) จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเท่านั้น
ส่วนการส่งออกรายครั้ง ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งออกเพื่อการค้า ต้องแจ้งรายละเอียดการส่งออกต่อผู้อนุญาตเป็นรายครั้งตามแบบที่กำหนด ส่วนข้อจำกัดการจำหน่าย ต้องจำหน่ายให้กับผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 ด้วยกันเท่านั้น ข้อยกเว้นเดียวที่จะจำหน่ายให้บุคคลทั่วไปได้ คือต้องเป็นผู้ที่มี “ใบสั่งจ่ายยา” จากผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน เภสัชกร ทันตแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยสั่งจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนข้อห้ามเด็ดขาดเพื่อการค้า คือ ห้ามจำหน่ายเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการ (เว้นแต่เป็นการรักษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพ) ห้ามจำหน่ายผ่านเครื่องอัตโนมัติ (Vending Machine) ห้ามจำหน่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และห้ามโฆษณาในทุกช่องทาง ขณะที่พื้นที่ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด คือ วัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หอพักตามกฎหมาย สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก

โฆษก ป.ป.ส. ได้เตือนถึงผู้ที่ฝ่าฝืนลักลอบจำหน่าย แปรรูป หรือส่งออกช่อดอกกัญชาอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการแอบขายให้กับบุคคลที่ไม่มีใบสั่งจ่ายยาจากแพทย์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้ช่อดอกกัญชาหลุดรอดไปถึงมือเด็กและเยาวชน การกระทำดังกล่าวจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มาตรา 78 ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ กรณีการลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือพยายามหลบเลี่ยงการตรวจค้น มีโทษทางกฎหมายที่ต้องระวางโทษอย่างเด็ดขาด โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การลงโทษให้มีความเข้มงวดและเด็ดขาดยิ่งขึ้น โดยกำหนดค่าปรับตามปริมาณกัญชาที่ตรวจยึดได้ในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท และยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.69 เป็นต้นไป

“แม้กัญชาในประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมเฉพาะสำหรับการใช้ทางการแพทย์และสุขภาพ แต่สำหรับบางประเทศ กัญชายังคงถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง จึงขอเตือนให้ประชาชนและนักเดินทางปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียอิสรภาพและทรัพย์สินจำนวนมากจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดเจตนากระทำผิดกฎหมาย” โฆษก ป.ป.ส. ระบุ.
โฆษก ป.ป.ส. ปิดท้ายว่า ความปลอดภัยของลูกหลานเราเริ่มต้นที่ชุมชน หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการลักลอบจำหน่ายช่อดอกกัญชาที่ผิดกฎหมาย หรือพบการมั่วสุมเสพยาเสพติดที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ขอยืนยันว่าทุกข้อมูลการแจ้งเบาะแสจะถูกเก็บเป็นความลับและดำเนินการอย่างปลอดภัยที่สุด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากภัยยาเสพติดอย่างยั่งยืน.



