“ถ้าอะไรมันง่ายไปหมด ชีวิตก็คงจืดชืด” ใช่แล้วในโลกของเรานั้น วิวัฒนาการของการออกแบบส่วนหนึ่งนั้นก็พยายามที่จะทำให้ชีวิตนั้นง่าย และสะดวกสบายขึ้นด้วยระบบดิจิตัล (Digital) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แสนชาญฉลาด แต่อีกด้านหนึ่งนั้นคนเราก็ยังโหยหาการมีส่วนร่วม และการควบคุมสั่งงานด้วยตนเองในแบบอนาล็อค (Analog) แม้จะยุ่งยาก แต่ก็แสนท้าทาย
สวัสดีวันหยุด พบกับสารพันสาระยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย ที่กล่าวนำมาในตอนแรกนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดเฉพาะในวงการรถยนต์ แต่เกิดขึ้นกับทุกวงการ ที่เป็นโลกของ “งานอดิเรก” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง ที่เราได้เห็นการกลับมาของแผ่นเสียง(Vinyl Records) ในยุคดิจิตัลสตรีมมิ่ง (Digita Streaming) ที่มีเพลงให้เลือกฟังเป็นล้านเพียงปลายนิ้วสัมผัส หรือในวงการถ่ายภาพ ที่มีนักเล่นจำนวนมากหวนมาเล่น กล้องฟิลม์ ในยุคที่กล้องของสมาร์ทโฟนนั้นแสนจะคมชัด ทั้งหมดนี้มาจาก ความต้องการของผู้ใช้งาน ที่อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา มากกว่าที่จะต้องการผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
ในโลกของรถยนต์นั้น มีความพยายามที่จะผสมผสานความสะดวกสบายของระบบอัตโนมัติ กับความสนุกของการควบคุม มาช้านานแล้ว ดังจะเห็นได้จากระบบเกียร์อัตโนมัติที่มาพร้อมกับ ระบบแพดเดิ้ลชิฟต์ (Paddle Shift) หรือระบบ คันโยก ทิปทรอนิค (Tiptronic) ที่ผู้ขับสามารถเลือกอัตราทดเกียร์ได้ด้วยตัวเอง
แต่นักขับส่วนหนึ่งยังพบว่า ระบบที่ว่านี้ แม้จะทำงานได้ค่อนข้างดี มีความรวดเร็วในเปลี่ยนอัตราทด แต่มันก็ยังไม่สามารถมอบอรรถรสการขับขี่ที่สนุก และตรงตามที่สมองคิด เหมือนกับการสับเกียร์ธรรมดาแบบอนาล็อคดั้งเดิม ที่เราต้องเหยียบ/ถอน คลัชต์ และโยกคันเกียร์เข้าไปในช่องที่เราคิดเองได้เลย!
เฟอรารี่ (Ferrari) แบรนด์ซุปเปอร์คาร์ อิตาเลียน ได้เล็งเห็นความต้องการนี้ และได้พัฒนาระบบเกียร์ “ธรรมดา” ในแนวคิดใหม่ ที่ทำการติดตั้งบนรถระดับท็อปของพวกเขาอย่าง รุ่น 12 Cilindri Manuale (โดดิซี ซิลินดรี มานูอาเล่) อันเป็นรถซุปเปอร์คาร์เครื่อง 6.5 ลิตร V12 วางหน้า 830 แรงม้า แบบ 2 ที่นั่ง สุดหรู ที่สามารถมอบอรรถรสแบบ “อนาล็อค” เต็มรูปแบบให้กับผู้ใช้ โดยมีการผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 1,499 คันทั่วโลกเท่านั้น และเป็นรถคันแรกในรอบ 15 ปี หลังจากที่เว้นว่างการผลิตรถเกียร์ธรรมดามา โดยเลข 1,499 นี้ก็คือจำนวนของเครื่อง V12 บล็อคแรกของเฟอรารี่ที่ผลิตในปี 1947 นั่นเอง
ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของระบบเกียร์นี้ เกิดจากการที่มันทำงานด้วยการโยกและสับ ในแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และมีหน้าตาเหมือนชุดเกียร์ที่เป็นร่อง แบบคลาสสิคของเฟอรารี่ ที่มีชื่อเรียกในวงการว่า “เกดเต็ด ชิฟเตอร์” (Gated Shifter) แต่มันกลับเชื่อมต่อกับห้องเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชต์คู่หรือ DCT แบบ 8 จังหวะ โดยการเชื่อมต่อระหว่างคันเกียร์ กับห้องเกียร์นั้นทำด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ โดยความลับของการออกแบบก็คือ แม้ในระบบอัตโนมัติจะมีอัตราทดมากกว่าถึง 2 จังหวะบนสุด แต่เกียร์ 7 และ 8 นั้นเป็นเกียร์ประหยัด และสมรรถนะความเร็วสูงสุดยังไงก็สุดที่เกียร์ 6 นั่นเอง ดังนั้นที่เกียร์ 6 ของการสับมาเป็นเกียร์ธรรมดา นั่นก็คือเกียร์ความเร็วสูงสุดนั่นเอง
แน่นอนว่าอรรถรส จะไม่สมบูรณ์หากขาดแป้นคลัชต์ที่ควบคุมด้วยเท้าซ้าย เช่นเดียวกันกับคันเกียร์ แป้นคลัชต์ก็ทำงานด้วยระบบเซนเซอร์ เพื่อส่งสัญญานไฟฟ้าไปยังห้องเกียร์ ไม่ต่างไปจากของคันเกียร์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันได้รับการออกแบบให้มีแรงต้าน และแรงหน่วง ที่มอบความรู้สึกสมจริงเหมือนกับรถรุ่นคลาสสิค และแน่นอนว่ามันได้รับการปรับแต่งให้สมจริงถึงขนาดที่ว่า ถ้าปล่อยคลัชต์ไม่สัมพันธ์กับคันเร่ง รถก็จะกระตุกจนทำให้เครื่องดับได้ ประสบการณ์นี้นักขับเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ ล้วนรู้ซึ้งดี
การที่มันสามารถเหยียบคลัชต์ สับเกียร์แบบแมนนวลนี้ ยังช่วยให้สามารถอนุรักษ์เทคนิคการขับแบบคลาสสิคหลายๆอย่างได้ ที่แน่ๆก็คือ การออกรถล้อฟรีจนควันโขมงหรือ “เบิร์นเอาท์” (Burn Out) สามารถทำได้สบาย และยังสามารถสับข้ามเกียร์ อาทิ 2 ไปยัง 4 หรือ 5 ได้สบาย ไม่ต้องไล่ไปที่ละสเต็ปเหมือนเกียร์แบบกึ่งอัตโนมัติ
ดังที่เอ่ยมาแล้วว่ามันใช้งานร่วมกับห้องเกียร์ DCT ดังนั้นถ้าคุณไม่มีอารมณ์ที่จะสับเกียร์ เช่นในการจราจรที่คับคั่ง คุณเพียงกดปุ่ม D มันก็สามารถที่จะขับแบบเกียร์อัตโนมัติให้คุณคลายเหนื่อยได้ และแน่นอนว่า ในเมื่อมันมีคันเกียร์ธรรมดาแล้ว สิ่งที่จะต้องหายไปของรถคันนี้ก็คือ แป้นแพดเดิ้ลชิฟต์ (Paddle Shift) หลังวงพวงมาลัย
สนนราคาเริ่มต้น 22.5 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า และไม่ต้องกังวลไปรถทั้งหมดขายหมดแล้วขอรับ!



