จากกรณี “กระทรวงทรัพยากรฯ” เดินหน้า “ภูเก็ตโมเดล” เร่งบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ “สุชาติ” สั่งเปิดปฏิบัติการบังคับคดีรื้อถอนโรงแรม-วิลล่าหรูในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต หลังคดีถึงที่สุด ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : ‘สุชาติ’ เฉียบสั่งกรมอุทยานฯ ลุย! ติดป้ายรื้อโรงแรมดังรุกอุทยานฯ สิรินาถ ภูเก็ต
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. “ปฏิพล อภิญญาณกุล” ซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “เกาะภูเก็ต กับสารพัดปัญหาที่แก้ไม่ทัน ข่าวเกี่ยวกับกรมอุทยานแห่งชาติ ถือเอาคำสั่งศาลให้โรงแรมรีสอร์ท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินหลวงออกไปนั้น เป็นเพียงตัวอย่างที่ 10 หรือตัวอย่างที่ 80 ก็ไม่รู้ เพราะการรุกล้ำที่ดินกรมอุทยานแห่งชาติ ที่ดินริมชายหาด ที่บนเขา ล้วนเป็นลักษณะของเมืองภูเก็ตทั้งสิ้น”


อีกทั้ง “ขับรถมองไปที่ไหนๆ จะไม่เห็นภูเขาและต้นไม้อีกแล้ว จะเห็นแต่โรงแรม รีสอร์ท ขึ้นเหมือนดอกเห็ดขึ้นในฤดูฝน ปัญหาพวกนี้ เริ่มต้นมาไม่ต่ำกว่า 30 กว่าปีก่อน พอที่ดินมีราคา ชาวบ้านคนที่ 1 ก็รุกล้ำและแจ้งสิทธิครอบครองที่ดินที่ไม่ใช่ของตน เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่ดินก็เล่นด้วย ออกเอกสารปลอมบ้าง จงใจผิดบ้าง ให้กับคนมาขอ แล้วรอรับเงินค่าปิดหูปิดตา จากนั้นชาวบ้านคนที่ 1 นำไปสู่การขายต่ออีกทอดให้คนที่ 2 แล้วจึงไปอีกทอดสู่นิติบุคคลที่เป็นบริษัท โรงแรม ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับนโยบาย “ภูเก็ตโมเดล” ทวงคืนผืนป่าและสิทธิของหลวง ต้องรื้อกันทั้งเกาะ ตรวจให้เข้ม สั่งฟ้องทันที รื้อมันเลย กล้าไหม ลองขับรถวนรอบเกาะ ตั้งแต่สนามบิน วิ่งทางขวามือ เข้าอ่าวบางเทา ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา ยาวไปหาดป่าตอง หาดกะตะ สุดหาดในหานและแหลมพรหมเทพ แล้วเงยหน้าขึ้นไปตรงเนินเขาต่างๆ ของเส้นทางดังกล่าว จะเห็นโรงแรมและรีสอร์ท สร้างขึ้นตั้งแต่ตีนเขา กลางเขา และยอดเขา มีถูกกฎหมายอยู่กี่แห่ง”
“ที่ดิน ส.ป.ก. ในภูเก็ต ถูกแปรสภาพไปสร้างโรงแรม บ้านพักตากอากาศ แบบผิดกฎหมายมากกว่า 200 แห่ง ไม่มีรัฐบาลไหนหาญกล้า ที่จะล้างเกาะภูเก็ตแห่งนี้ให้มีความบริสุทธิ์ อยู่ในตัวบทกฎหมายอย่างเท่าเทียม มีเพียงทำเป็นยุคๆ แบบประปรายเป็นแห่งๆ เพราะอะไร เพราะนักการเมืองและรัฐมนตรี หรือผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ล้วนมีที่ดิน หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บางส่วนบนเกาะแห่งนี้หรือไม่ ภูเก็ตสมัยนี้ ไม่เหมือนภูเก็ตสมัยก่อน วันก่อนเห็นเพจหนึ่งของภูเก็ต โปรยคำถามประมาณว่า ภูเก็ตยังคงน่าเที่ยวไหม ตอนนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย ชวนคนไทยมาเที่ยวภูเก็ตกันเถอะ ถ้าในส่วนตัวผม ภูเก็ตก็งั้นๆ ความน่าเที่ยวน้อยลง เป็นเพราะพื้นฐานการบริการของโรงแรม ร้านค้าในภูเก็ตเอง ประหนึ่งไม่ต้อนรับคนไทยเอาซะเลย หลายปีก่อนมีคนรู้จักคนหนึ่งเป็นคนภูเก็ต ขายที่ดินได้ในราคา 45 ล้าน เล่าให้ฟังว่า จะหลบไปพักในโรงแรม 4 ดาวซะหน่อย แค่เปิดเข้าไปในห้องอาหารเพื่อหาอะไรหรูๆ กิน พนักงานรีบมาถามเลยว่า เป็นคนไทยหรือ ผมถามเพื่อน เป็นคนไทยแล้วทำไม เขาลดราคาให้พิเศษหรือ เพื่อนคนนั้นตอบว่า “มันบอกว่า ในนี้แพงนะ มีเงินจ่ายหรือ เลยไม่กินและไม่เช็คเอ้าท์เข้าพัก นอนตากแอร์ที่บ้านก็ได้ เสียอารมณ์”
นอกจากนี้ “นี่ขนาดเป็นคนภูเก็ตนะ ยังถูกบริการแบบนี้เลย แค่ตัวอย่างเดียว เอาอีกตัวอย่างก็ได้ ในยุคหนึ่ง ธุรกิจสปาในภูเก็ตดังมาก นวดขานวดตัวด้วยน้ำมันอะไรต่างๆ นี้แหละ ซึ่งผมก็ไม่รู้จักชื่อน้ำมันนวดเหล่านั้นหรอก จำได้ว่าราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 – 7,000 บาท . ขึ้นอยู่กับความหรูหราตกแต่งสถานที่ ผมขับรถพาเศรษฐีคนหนึ่งเข้าไป เธอแต่งตัวธรรมดา หน้าตาแบบคนไทยใต้แท้ๆ ผิวคล้ำ หน้าเข้ม พนักงานสปาแทบไม่ต้อนรับเลย ลูกค้าคนอื่นเข้ามา จะมีน้ำส้ม น้ำแดง มาวางเสริฟ์ให้ แต่เศรษฐีคนที่ผมพาไป ไม่ใส่เครื่องประดับอะไร กลับถูกปล่อยให้นั่งเฉยๆ น้ำเปล่าสักแก้วก็ไม่มี จนผมต้องถามพนักงานว่า วันนี้ปิดให้บริการหรือครับ ถึงไม่มาถามลูกค้าว่าจะมาใช้บริการอะไร นั้นแหละพนักงาน 3-4 คนที่ยืนอยู่ ถึงได้ขยับตัว แถมบางคนปากไม่มีหูรูด พูดเบาๆ ขึ้นว่า นึกว่ามารอแขกที่นวดอยู่ ถ้าเป็นผม ผมออกจากร้านสปานี้ทันที 6,000-7,000 บาท ที่น่าเสียดาย นี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม “ยามที่ฝรั่งเต็มเมือง คนไทยที่หวังจะไปใช้บริการ กลับตกเป็นพลเมืองชั้นสอง ปัจจุบันภูเก็ตกลับกลายเป็นดินแดนฝรั่งเกรด 2 หรือเกรด 3-4-5 เข้ามาฝึกขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรก วิ่งวุ่นไร้ระเบียบจนแทบจะชกต่อยกัน ภูเก็ตเก็บเกี่ยวผลโยชน์จากธรรมชาติได้สร้างเป็นทุนเดิมไว้ให้มานานแล้ว ผู้ให้บริการการท่องเที่ยวได้กำไรมานานแล้ว ส่วนธรรมชาติมีแต่ขาดทุน น่าจะจัดโปรโมชั่นให้ “ครอบครัวคนไทย” บ้าง น่าจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ภาพพจน์ในทางบวกนะ เมื่อก่อนผมขับรถไปภูเก็ต พอผ่านสะพานสารสินผมจะรู้สึกถึงบรรยาศที่สดชื่นทุกครั้ง มีต้นไม้ ต้นยาง ต้นมะพร้าว อยู่ตลอด 2 ข้างทาง แต่ปัจจุบันนี้ พอขับรถข้ามสะพานสารสิน ผมกลับรู้สึกว่า กำลังเข้ามาในย่านสีลม เยาวราช หรือสุขุมวิท ทองหล่อ – ขึ้นเขาก็เห็นตึก ลงเขาก็เห็นตึก สูงระฟ้าไปหมด และคราวใดที่พาเพื่อนมาเที่ยว มักคิดเสมอว่า ต้องเตรียมตังค์ไว้เท่าไรนะ คำว่าแพงคงใช้ไม่ได้ มันเกินกว่าคำว่าแพง ได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเองเบาๆ ว่าเป็นการเดินเข้ามาให้ถูกปล้นอีกแล้ว จากใจคนไทยคนหนึ่งครับ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : Padipon Apinyankul



