เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ลงพื้นที่ติดตามเหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย อยู่ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โดยญาติสามารถติดต่อแจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์ MET พหล สน.พหลโยธิน และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)
ส่วนผู้บาดเจ็บมี 63 ราย บางส่วนกลับบ้านแล้ว ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนประสานโรงพยาบาลทุกแห่ง เพื่อเข้าสอบปากคำผู้บาดเจ็บที่สามารถให้ข้อมูลได้ ขณะที่เจ้าของสถานบริการยังรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ได้สั่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และ สน.พหลโยธิน พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานเขต และแพทย์นิติเวช โดยแบ่งแนวทางสอบสวนออกเป็นหลายกลุ่ม ได้แก่ เจ้าของกิจการ หุ้นส่วน ผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง พ่อครัว แม่ครัว และช่างผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งและต่อเติมอาคาร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็น
จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าด้านหน้าร้านติดถนนลาดพร้าวมีประตูเข้า-ออก 2 บาน ภายในเป็นอาคารชั้นเดียว ส่วนด้านหลังมีประตูอีก 2 จุด โดยประตูบริเวณห้องน้ำหญิงพบว่ามีโต๊ะวางจำหน่ายทอฟฟี่ตั้งขวางอยู่ เบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากอยู่บริเวณห้องน้ำชายและหญิง สันนิษฐานว่าเมื่อเกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ภายในไม่ทราบทิศทางหลบหนี จึงวิ่งเข้าไปบริเวณห้องน้ำเพื่อหาทางออกหรือหาน้ำ
สำหรับประตูดังกล่าวมีทั้งลูกบิดและกลอน แต่จะมีการล็อกไว้หรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า หากพบว่ามีประตูแต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำโดยประมาท
นอกจากนี้ ยังตรวจพบประตูทางออกอีกจุดที่เชื่อมจากบริเวณบาร์น้ำไปด้านหลังห้องครัว ซึ่งมีป้ายระบุว่าเป็น “ทางออก” แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าลูกบิดหรือมือจับประตูหายไป ประตูเป็นแบบบานเลื่อน และบริเวณทางเดินมีทั้งชั้นวางของและล็อกเกอร์ตั้งกีดขวาง ทำให้ทางเดินแคบ สามารถเดินผ่านได้เพียงครั้งละ 1 คน จึงต้องตรวจสอบว่าการจัดวางสิ่งของดังกล่าว รวมถึงการต่อเติมอาคาร เป็นปัจจัยที่ทำให้การอพยพทำได้ยาก หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วหรือไม่
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คือบริเวณเหนือเวทีดนตรี ซึ่งพบการตกแต่งจำนวนมาก หากมีการใช้วัสดุไวไฟเพื่อปรับปรุงสถานที่หรือเพิ่มคุณภาพระบบเสียง ก็อาจสะท้อนถึงการดำเนินการที่ขาดความระมัดระวัง ทั้งหมดต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จาก พฐ.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของคดี คือการพิจารณาว่าเข้าข่าย “กระทำโดยประมาท” หรือไม่ โดยมอบหมายให้ พฐ. ตรวจสอบบริเวณเพดานทั้งหมด ทั้งการเดินสายไฟ คุณภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบคัตเอาต์ และระบบตัดไฟ พร้อมตรวจสอบว่าอาคารซึ่งมีอายุประมาณ 53 ปี มีการต่อเติมดัดแปลงอะไรบ้าง รวมถึงประสานสำนักงานเขตตรวจสอบประวัติการขออนุญาตก่อสร้างและการต่อเติมในแต่ละช่วง เนื่องจากอาคารมีการเปลี่ยนผู้ประกอบการหลายครั้ง
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่าประตูบางจุดถูกล็อกขณะเกิดเหตุ จะเชิญเจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงที่เข้าปฏิบัติหน้าที่มาสอบสวน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการล็อกในลักษณะใด
สำหรับการดำเนินคดี ได้มอบหมายให้คณะพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด พร้อมให้ พฐ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกมิติ ทั้งการต่อเติมอาคาร การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ความถูกต้องของการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาความรับผิดทางอาญาของผู้เกี่ยวข้องทุกคน ว่าเข้าข่ายประมาทในเรื่องใดบ้าง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรใช้คำว่า “อุทาหรณ์” อีกต่อไป เพราะเกิดขึ้นซ้ำซากผู้ประกอบการทุกแห่งต้องตระหนักถึงมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะการเตรียมเส้นทางอพยพ การชี้แจงทางหนีไฟ และการรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมดเป็นอีกประเด็นที่ตำรวจจะตรวจสอบ
ส่วนจุดต้นเพลิง เบื้องต้นพบว่าอยู่บริเวณเหนือเวทีดนตรี โดยลักษณะของวัสดุพยานแตกต่างจากพื้นที่โถงรับประทานอาหาร และมีแนวโน้มเป็นวัสดุไวไฟ ขณะที่ใบอนุญาตประกอบกิจการ เบื้องต้นพบว่าดำเนินการถูกต้อง
จากการตรวจสอบประตู พบว่าประตูด้านหน้าทั้ง 2 บาน สามารถเปิดเข้า-ออกได้ตามปกติ ส่วนประตูบริเวณห้องน้ำมีลูกบิดและกลอนสไลด์ 2 จุด แต่มีโต๊ะจำหน่ายทอฟฟี่ตั้งขวาง แม้โต๊ะจะไม่ถูกเพลิงไหม้ แต่ควันจำนวนมากทำให้มีผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
กรณีมีกระแสข่าวว่าในช่วงลำเลียงผู้บาดเจ็บ มีบางโรงพยาบาลไม่รับผู้ป่วยอาการหนัก โดยเฉพาะโรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่าได้รับรายงานจากผู้บริหารโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเข้าร่วมประชุมกับตนแล้วว่า โรงพยาบาลรับผู้บาดเจ็บตามปกติ และมีการกระจายผู้บาดเจ็บทั้ง 63 ราย ไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ตามศักยภาพการรักษา ไม่ได้มีการปฏิเสธการรับตัวผู้บาดเจ็บ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ย้ำว่า ขณะนี้ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานเรื่อง “ความประมาท” เป็นแนวทางหลักในการสอบสวน พร้อมยอมรับว่าเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก แม้ตำรวจจะร่วมตรวจมาตรฐานสถานบริการมาโดยตลอด และได้กำชับให้มีมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉิน แต่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ไม่ใช่รอให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจเพียงอย่างเดียว
เมื่อถูกถามว่าระบบป้องกันอัคคีภัยของร้านได้มาตรฐานหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ รวมถึงต้องพิจารณาว่าเมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยสามารถเข้าระงับเหตุได้สะดวกเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าเจ้าของร้านเป็นน้องชายของผู้กำกับการตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้อิทธิพลหรือให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นคดีร้ายแรงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการและสถานประกอบการในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นต้นแบบในการตรวจสอบทั่วประเทศ
ส่วนกรณีที่เกิดภาพเปลวไฟพุ่งออกจากอาคาร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ตามหลักธรรมชาติ เมื่อไฟเผาไหม้จนออกซิเจนภายในอาคารหมด หากมีการเปิดประตูด้านหลัง ไฟจะพุ่งออกมาหาอากาศตามที่ปรากฏในภาพ อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจสอบว่ามีเสียงระเบิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีถังแก๊สจำนวนเท่าใด ขนาดเท่าใด และมีถังใดระเบิดหรือไม่ โดยสั่งให้ พฐ. ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกมิติ
ขณะเดียวกัน คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน ในการรื้อเวทีและฝ้าเพดาน เพื่อเปิดพื้นที่ตรวจสอบจุดต้นเพลิง โดยจะประสานผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งร้านมาชี้จุด พร้อมนำภาพสภาพร้านก่อนเกิดเหตุมาเปรียบเทียบ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และบาดเจ็บ 63 ราย
สำหรับกรณีที่นักดนตรีเคยสะท้อนว่าภายในร้านมีปัญหาไฟตกเป็นประจำ และอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง หรือระบบคัตเอาต์ไม่สามารถตัดกระแสไฟได้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ได้สั่งการให้ พฐ. ตรวจสอบประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียดเช่นกัน เพื่อหาข้อเท็จจริงประกอบสำนวนคดี.



