นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69 ระหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 69 โดยเสนอทางเลือกทั้งหมด 4 กรณี จากปกติจะเปิดให้เลือก 3 กรณี เนื่องจากต้องการรองรับนโยบายของกระทรวงพลังงาน และต้นทุนการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานโลก โดยค่าไฟใหม่เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย หากเปิดรับฟังความเห็นแล้วเสร็จ จะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป
4 ทางเลือกค่าไฟงวดใหม่
สำหรับ 4 ทางเลือกที่ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็น ประกอบด้วย กรณีที่ 1 ค่าไฟเฉลี่ย 4.73 บาทต่อหน่วย เป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด พร้อมทยอยคืนภาระต้นทุนคงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)จำนวน 31,268 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 69 ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากงวดปัจจุบัน กรณีที่ 2 ค่าไฟเฉลี่ย 4.25 บาทต่อหน่วย เป็นข้อเสนอของ กฟผ. ที่สะท้อนเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงใหม่ ยังคงให้ กฟผ. รับภาระหนี้คงค้างต่อไป ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
ส่วนกรณีที่ 3 ค่าไฟเฉลี่ย 4.20 บาทต่อหน่วย เป็นการปรับลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (พูล ก๊าซ) ตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน หลังราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (สปอท แอลเอ็นจี) ในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง แต่ กฟผ.ยังรับภาระต้นทุนคงค้างเช่นเดิม ขณะที่กรณีที่ 4 เป็นทางเลือกที่คาดว่า ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยเท่ากับงวดปัจจุบัน โดยใช้มาตรการควบคู่กัน 2 ส่วน คือการปรับลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติ และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (คอล แบค) ก้อนที่เหลือทั้งหมด 16,127 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟ ขณะที่กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง 31,268 ล้านบาทต่อไป
ค่าไฟงวดแรกปีหน้าภาระหนักรัฐบาล
“เงินคอลแบคก้อนนี้ เป็นก้อนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ ถ้าเลือกแนวทางนี้ ในงวดถัดไป (ม.ค.-เม.ย. 70) จะไม่มีเงินคอลแบคแล้ว จะต้องไปดูอีกทีในเดือนมี.ค. 70 ว่าจะมีเงินคอลแบคเข้ามาอีกหรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่า มีเท่าไร หรือจะมีหรือไม่ ส่วนการดูแลค่าไฟในงวดถัดไปปีหน้า ก็ต้องดูว่า รัฐบาลมีแนวทางในการช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไร เช่น การออกมาตรการประหยัดไฟเข้มข้น การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งค่าไฟงวดใหม่นี้ ยังไม่รวมมาตรการที่รัฐบาลจะประกาศใช้ออกมา ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย ที่อัตราค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย รวมทั้งการทบทวนต้นทุนรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากภาคเอกชน ซึ่งต้องรอให้แล้วเสร็จ ถ้าเสร็จแล้ว ทางกกพ.ก็พร้อมนำมาพิจารณาลดค่าไฟให้กับประชาชนต่อไป”
ทั้งนี้ต้องอธิบายว่า ค่าไฟฟ้าฐานกับค่าเอฟทีเป็นคนละส่วนกัน โดยค่าไฟฐานปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ใช้มานานกว่า 6 ปี เป็นอัตราที่ใช้คำนวณโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท ส่วนค่าเอฟที เป็นต้นทุนผันแปรที่สะท้อนราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาพลังงานโลก ต้นทุนรับซื้อไฟฟ้า และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีการทบทวนทุก 4 เดือน
ไฟฐานใหม่-สัญญาทาสเสร็จดึงลดค่าไฟทันที
ส่วนข้อเสนอของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างค่าไฟ เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนให้ต่ำกว่า 3 บาท รวมถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟประเภทต่างๆ ยังเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายนโยบาย และแยกจากการกำหนดค่าเอฟทีในครั้งนี้ โดยกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 15 ก.ค.นี้ และหากภาครัฐมีข้อสรุปเรื่องโครงสร้างค่าไฟฐาน กกพ. ก็พร้อมดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และประกาศใช้อัตราใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบาย
นอกจากนี้กกพ. เตรียมศึกษาการทบทวนต้นทุนรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่ลดลงในปัจจุบัน โดยย้ำว่า ไม่ใช่การรื้อหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่เป็นการทบทวนต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริง เพื่อเปิดทางให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงในระยะยาว โดยช่วงที่ภาครัฐเริ่มส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในรูปแบบแอดเดอร์ ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ทำให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 11 บาทต่อหน่วยในช่วงได้รับสิทธิประโยชน์ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลารับแอดเดอร์ ยังสามารถขายไฟฟ้าได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 3.10 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำมาพิจารณาประกอบการปรับโครงสร้างต้นทุนรับซื้อไฟฟ้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า
จ่อยุติสัญญา 4 โครงการยังไม่เข้าระบบ
ทั้งนี้การพิจารณาจะดำเนินการแยกตามประเภทเทคโนโลยีและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ รวมถึงอายุสัญญา โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) แล้ว 593 สัญญา กำลังผลิตรวม 4,336 เมกะวัตต์ และยังมีบางโครงการที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้อีก 4 โครงการ 67 เมกะวัตต์ ซึ่งในส่วนของที่ยังไม่ซีโอดี อาจต้องพิจารณาว่า จะยุติสัญญา
“ในส่วนของการทบทวนต้นทุนรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ต้องรอคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่ง กกพ. เป็นหนึ่งในคณะทำงาน พร้อมให้ข้อมูลคณะกรรมการ และพร้อมดำเนินการตามนโยบายของ กพช. ซึ่งในการประชุม กพช. วันที่ 15 ก.ค. นี้ คาดว่า จะมีการหารือในส่วนเบื้องต้นในส่วนของค่าไฟฐานใหม่ ส่วนนโยบายการทบทวนรับซื้อไฟของเอกชน ชุดนายปกรณ์ ยังไม่แน่ใจว่า จะมาหารือในที่ประชุมลักษณะใด เชื่อว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายเร่งทำงานกันเต็มที่ เพราะเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ก็ต้องทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เป็นทั้งการลดภาระค่าไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว เบื้องต้นการปรับค่าไฟฐาน จะแล้วเสร็จก่อนการทบทวนซื้อไฟ”



