จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิงครั้งใหญ่รับดึกวันที่ 12 ก.ค. 69 ณ ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” บริเวณซอยลาดพร้าว 1 ซึ่งส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยัน พุ่งสูงถึง 28 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 63 ราย โดยร่างของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่พบกระจุกตัวอยู่บริเวณทางไปห้องน้ำและภายในห้องน้ำ เนื่องจากระบบไฟฟ้าดับสนิทและขาดป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจน

แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญและสร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคมอย่างมาก คือภาพเหตุการณ์จากคลิปวิดีโอจริงที่มีเปลวไฟพุ่งทะลักออกมาจากประตูทางเข้าออกของร้านในลักษณะใหญ่และรุนแรง สวนทางกับช่วงเวลาที่ผู้ประสบภัยกำลังพยายามพังประตูเพื่อหนีตาย สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของ “เปิ้ล นาคร” ที่ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุวินาศภัยครั้งนี้อาจเกิดจากปรากฏการณ์มรณะที่เรียกว่า “Backdraft”

วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกและถอดรหัสลับทางวิทยาศาสตร์ว่า เหตุใดเปลวเพลิงในเหตุการณ์นี้ถึงได้ทวีความรุนแรงจนน่ากลัวเกินกว่าจะต้านทานได้

ตามหลักวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย คำว่า Backdraft หมายถึง กระแสลมที่ย้อนกลับ ซึ่งนำไปสู่การระเบิดอย่างฉับพลันในพื้นที่จำกัด โดยปกติแล้ว ไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย 3 สิ่งคือ ความร้อน เชื้อเพลิง และออกซิเจน

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นภายในสถานบันเทิงที่เป็นอาคารปิดทึบและบุด้วยวัสดุซับเสียง ไฟจะกัดกินออกซิเจนภายในจนเกือบหมดสิ้น ทำให้เปลวไฟภายนอกดูเหมือนจะค่อยๆ มอดดับลง แต่ในความเป็นจริง ความร้อนสะสมภายในยังคงพุ่งสูงจัดเกินกว่า 500 องศาเซลเซียส ส่งผลให้วัสดุตกแต่งจำพวก โฟมซับเสียง ไม้ หรือพลาสติก เข้าสู่สภาวะ “Pyrolysis” (กระบวนการสลายตัวด้วยความร้อนโดยไม่ใช้ออกซิเจน) เปลี่ยนสภาพวัสดุเหล่านั้นให้กลายเป็นแก๊สไวไฟเข้มข้น ลอยไปสะสมอยู่ใต้ฝ้าเพดาน เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอเพียง “ออกซิเจน” เข้าไปจุดชนวน

นาทีวิกฤติเกิดขึ้นทันทีที่มีการเปิดประตูทางออก หรือหลังคาพังถล่มลงมา อากาศจากภายนอกจะพุ่งย้อนกลับเข้าไปเติมในระบบอย่างกะทันหัน ส่งผลให้แก๊สไวไฟที่สะสมอยู่เกิดการลุกไหม้ขึ้นพร้อมกันในเสี้ยววินาที และระเบิดย้อนศรออกมาทางช่องเปิดนั้นเป็นลูกไฟยักษ์ด้วยแรงดันมหาศาล

ปัจจัยเร่งที่ทำให้ความรุนแรงของ Backdraft ในสถานบันเทิงพุ่งสูงเกินขีดจำกัด คือการใช้ พอลิยูรีเทนโฟม (PU Foam) ในการบุผนังเพื่อเก็บเสียง ซึ่งจากการทดสอบของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ชี้ชัดว่าโฟมชนิดนี้จะจุดติดไฟได้ในเวลาเพียง 3-14 วินาที และจะปล่อยก๊าซพิษรวมถึงแก๊สไวไฟออกมาในปริมาณมหาศาลภายในเวลาไม่ถึง 45 วินาที

ลักษณะการพุ่งของลูกไฟที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับโศกนาฏกรรม “เมาน์เทน บี” (Mountain B) ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่งในครั้งนั้นหลังคาอาคารพังถล่มลงมาทำให้อากาศพุ่งเข้าไปเติม จนเกิดการระเบิดเป็นควันรูปดอกเห็ดสีดำทะมึน อย่างไรก็ดี สำหรับเหตุการณ์โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นี้ ยังคงต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานและลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยอีกครั้ง

ทางด้านข้อมูลทางวิชาการ ระบุว่า ปรากฏการณ์ Backdraft จะไม่ส่งผลรุนแรงเลย หากอาคารดังกล่าวมีการติดตั้ง ระบบควบคุมการกระจายควัน (Smoke diffusion control system) ที่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ดูดเอาควันและแก๊สร้อนออกจากพื้นที่ปิด ป้องกันการสะสมพลังงานจนถึงจุดระเบิด

แม้ว่ากฎกระทรวงปี พ.ศ. 2555 จะมีการระบุข้อบังคับเรื่องการใช้วัสดุตกแต่งที่ไม่ลามไฟและการจัดทำป้ายทางหนีไฟไว้อย่างเข้มงวด แต่ในทางปฏิบัติจริง ผู้ประกอบการมักละเลย ปิดตายทางเข้าออก หรือปล่อยปละละเลยระบบความปลอดภัยเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จนกลายเป็นการเปลี่ยนสถานบันเทิงใจกลางเมืองให้กลายเป็นคุกเพลิงปิดตายที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า