ในแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกา เวลานี้แทบไม่มีประเด็นใดได้รับความสนใจมากไปกว่า “Trump Accounts” หรือ “บัญชีทรัมป์” ซึ่งเป็นโครงการกองทุนออมทรัพย์และการลงทุนสำหรับเด็กและเยาวชน ที่รัฐบาลสหรัฐผลักดันให้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้เด็กอเมริกันทุกคนมีเงินทุนตั้งต้นสำหรับการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการสร้างฐานะเมื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่
โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังสหรัฐ และหน่วยงานอีกหลายแห่งของรัฐบาลกลาง โดยเปิดให้ประชาชนใช้งานผ่านระบบบัญชีออนไลน์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ในเดือน ก.ค. 2569 ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสานกับนโยบายสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนตั้งแต่วัยเด็ก
จุดเด่นที่ทำให้โครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือรัฐบาลจะมอบเงินตั้งต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,530 บาท) ให้แก่เด็กทุกคนซึ่งเกิดระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2568 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2571 โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกโอนเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปลงทุนในตลาดทุนสหรัฐทันที บัญชีจะใช้ชื่อของเด็กเป็นผู้ถือสิทธิตามกฎหมาย ส่วนบิดามารดาหรือผู้ปกครองทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบัญชี จนกว่าเด็กจะมีอายุครบ 18 ปี
รูปแบบของ Trump Accounts มีลักษณะคล้ายบัญชีออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล หรือ Traditional IRA แต่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพื่อให้เหมาะกับผู้เยาว์และการลงทุนระยะยาวตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต
นอกจากเงินทุนประเดิมจากรัฐบาลแล้ว สมาชิกในครอบครัว ญาติ หรือองค์กรการกุศล ยังสามารถฝากเงินเพิ่มเข้าบัญชีได้สูงสุดปีละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167,650 บาท) เงินทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนผ่านกองทุนดัชนีและกองทุนหุ้นระยะยาว ซึ่งเน้นบริษัทขนาดใหญ่และภาคธุรกิจ ที่มีศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ
อีกหนึ่งจุดแข็งของโครงการ คือผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการลงทุน จะได้รับสิทธิเลื่อนการชำระภาษี ตลอดช่วงเวลาที่เงินยังคงอยู่ในบัญชี ส่งผลให้ผลตอบแทนสามารถเติบโตแบบทบต้น ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเป็นเวลาหลายปี

เมื่อผู้ถือบัญชีมีอายุครบ 18 ปี สิทธิในการบริหารจัดการบัญชีจะถูกโอนให้เจ้าของบัญชีโดยสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเลือกปล่อยให้เงินลงทุนเติบโตต่อไปในระยะยาว หรือถอนออกมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ซื้อบ้านหลังแรก หรือใช้เป็นเงินทุนเริ่มต้นในการประกอบธุรกิจ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม Trump Accounts ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชนในระดับประเทศ โดยภายในระบบมีบทเรียนแบบโต้ตอบเกี่ยวกับการออม การวางแผนทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการลงทุน เพื่อให้ทั้งผู้ปกครองและเด็กได้เรียนรู้ควบคู่ไปกับการติดตามการเติบโตของพอร์ตการลงทุนจริง
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะสถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ในวอลล์สตรีท ต่างประกาศมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ด้วยการสมทบเงินเข้าบัญชีให้บุตรหลานของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการในลักษณะ Matching Fund ซึ่งช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ครอบครัวเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่บุตรหลานยังเล็ก
แม้โครงการจะได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากหลายภาคส่วน แต่ก็ยังเผชิญข้อถกเถียงจากนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งตั้งข้อสังเกตถึงภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว รวมถึงความเสี่ยงจากการผูกเงินออมของเด็กไว้กับตลาดทุนที่มีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ และลดช่องว่างด้านความมั่งคั่งระหว่างครัวเรือนในอนาคต
ไม่ว่าข้อถกเถียงจะลงเอยเช่นไร Trump Accounts ได้กลายเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกจับตามากที่สุดของสหรัฐในเวลานี้ เพราะเป็นความพยายามนำการออม การลงทุน และการเรียนรู้ด้านการเงินมาเชื่อมโยงกันตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยความหวังว่าจะสร้างรากฐานความมั่งคั่งที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการวางแผนการเงินของสังคมอเมริกันในระยะยาว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



