เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ อดีตอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ และอดีตประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กำหนดนโยบายและดำเนินโครงการอาสาพยาบาลขึ้น โดยกำหนดเงินเดือนที่ 15,000 บาท ด้วยการสรรหาบุคคลตามเงื่อนไขที่กำหนด
ซึ่งหากทำจริงจะกระทบกับวิชาชีพ เพราะพยาบาลนั้นหมายถึงพยาบาลวิชาชีพที่มีหน้าที่มาดูแล ฟื้นฟู ส่งเสริม ป้องกัน ทั้งหมดนั้นคือความหมายของวิชาชีพพยาบาล อยู่ๆ มีนักการเมืองเอาเรื่องพยาบาลมาพูด และบอกจะทำโครงการอาสาพยาบาล เพื่อที่จะสร้างฐานทางการเมือง และเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยอ้างว่าจะสร้างรายได้ หรือฐานต่างๆ แต่ลืมนึกไปว่าไม่ถูกต้อง ถ้าจะบอกว่าต้องการพยาบาลเข้าไปดูแล ซึ่งเงินเดือนที่กำหนดก็เทียบเท่ากับเงินเดือนปริญญาตรี ทำไมไม่จ้างพยาบาล หรือเพิ่มกำลังการผลิตพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาล หรือสถานศึกษาด้านการพยาบาลต่างๆ ที่มีอยู่

อันนี้สังคมยอมรับได้และเข้าใจได้ แต่อยู่ๆ มาบอกว่าจะนำคนที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิชาต่างๆ มาเข้ารับการอบรมและให้เป็นอาสาพยาบาล ตั้งเงินเดือน 15,000 บาท ทั้งที่พยาบาลวิชาชีพต้องเรียน 4 ปี หรือประมาณ 5 ปี มาแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่โดยส่วนตัวนั้นยืนยันว่าไม่เห็นด้วย ทุกวันนี้พยาบาลบางท่านก็ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ทั้งเข้าเวร ทั้งลงพื้นที่ ทำทุกอย่างตามลักษณะวิชาชีพอย่างจริงจังและทำจนไร้ข้อผิดพลาด บางคนยังคงทำงานแบบยังไม่บรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานประจำ บางคนยังเป็นลูกจ้างรายวัน หรือลูกจ้างตามงบประมาณของ รพ. หรือของรัฐที่จัดสรรมาให้ ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินส่วนนี้ไปแก้ไขวิกฤติด้านการแพทย์และการพยาบาล ทั้งในเรื่องของสวัสดิการของแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะกับการให้ขวัญและกำลังใจบรรจุในตำแหน่งที่ดี ไม่ใช่ยังคงเป็นลูกจ้างรายวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ผศ.พรรณวดี กล่าวต่อว่า ถ้าไปสนับสนุนเรื่องสวัสดิการให้กับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ ไม่ได้ ก็ควรที่จะนำเงินในโครงการนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับ รพ. โดยเฉพาะ รพ.ขอนแก่น ที่ยังคงมีภาระหนี้อีกหลายร้อยล้านบาท รวมทั้ง รพ.ต่างๆที่ยังคงต้องภารสภาพคล่องหรือเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ เพราะบางแห่งเครื่องมือเก่าใช้งานไม่ได้แล้ว อย่างการเอกซเรย์หรือตรวจเอ็มอาร์ไอหัวใจ คนป่วยบางคนก็ต้องรอคิวนานกว่า 3-6 เดือนก็มี หรือหากจะส่งเสริมด้านการสาธารณสุขจริงๆ ก็ควรจะนำงบประมาณมาสนับสนุนวิทยาลัยพยาบาล หรือสถาบันการศึกษาที่ผลิตพยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ อย่างจริงจังเสียที เพราะทำแบบนี้ถือเป็นการทำเพื่อการเมืองและเอื้อประโยชน์ให้กับการเมืองที่มีการวางแผนสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจนเกินไป.



