เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 94 หมู่บ้านคอกวัว หมู่ 16 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน ของนายภัคพล คุณานนต์ อายุ 49 ปี ผจก.แผนกคลังสินค้าและส่งออกบริษัทผลิตแก้วกาแฟแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรม จ.ลำพูน ซึ่งนายภัคพล ได้ปรับแต่งเป็นฟาร์มสำหรับการเลี้ยงสัตว์หายาก ไม่มีอยู่ในป่าไม้ในเมืองไทย
โดยฟาร์มดังกล่าว ยังเลี้ยงทั้งกิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน หรือกิ้งก่าทะเลทราย และมีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามังกรเครา, เต่าซูลคาต้า หรือ เต่าทะเลทราย และงูคอร์น หรือ งูสีสวยงาม อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วสัตว์ทั้ง 3 ชนิด มีไม่น้อยกว่า 300 ตัว

โดยนายภัคพล ดูแลสัตว์ทุกตัวอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การตรวจสภาพความสมบูรณ์ การให้อาหารกิ้งก่าด้วยผักและหนอน การตรวจสอบสภาพไข่กิ้งก่าทะเลทราย การดูความสมบูรณ์ของเต่าซูลคาต้าที่ขนาดเท่าฝ่ามือ กับลำตัวขนาดยาวไม่น้อยกว่า 25-40 เซนติเมตร รวมไปถึงติดตามสุขภาพของงูคอร์นเป็นระยะๆ ด้วย
นายภัคพล เปิดเผยว่า สัตว์ทั้ง 3 ชนิด เลี้ยงมาประมาณ 6 ปี ได้ความคิดมาจากการพาลูกไปเที่ยว ไปเจอกิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน และลูกขอให้ซื้อให้ในราคาถึงตัวละกว่า 1,000 บาท จึงสนใจอยากจะเลี้ยงบ้าง ใช้เวลาในการศึกษาวิธีเลี้ยง หาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิ้งก่าสายพันธุ์นี้ จึงเริ่มเลี้ยงตัวแรกด้วยเวลา 6 เดือน จากนั้นซื้อกิ้งก่าเบียร์ดดราก้อนขนาดใหญ่และลองให้มีการผสมพันธุ์ สามารถขายให้ผู้ส่งออกกิ้งก่าทะเลทรายไปยังต่างประเทศได้ จึงตัดสินใจเลี้ยงอย่างจริงจังเรื่อยมา ก่อนจะเพิ่มเติมสัตว์อื่นๆ เข้ามาเลี้ยงด้วย ทั้งเต่าซูลคาต้า และงูคอร์น นอกจากนั้นยังเคยเลี้ยงกิ้งก่าสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือกิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน แต่พบว่าการดูแลค่อนข้างยากกว่ากิ้งก่าทะเลทราย ในที่สุดจึงเลือกเลี้ยงเฉพาะสัตว์ทั้ง 3 ชนิด ที่กำลังเลี้ยงอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น เพราะการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก ทำให้มีเวลาไปทำเรื่องอื่นๆ

“ลูกค้ามีทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กอายุ 6 ขวบ จนถึงผู้ใหญ่อายุกว่า 50 ปี บางคนมาซื้อที่ฟาร์ม บางคนพ่อแม่ซื้อให้ลูก เพื่อฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบเลี้ยง” นายภัคพล กล่าว
ราคากิ้งก่าทะเลทรายขึ้นอยู่กับสีสัน ราคาตัวละหลักพันไปถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสีสัน ยิ่งหากลำตัว หาง ตา มีสีที่หาได้ยาก เช่นสีขาวทั้งตัว ราคาก็จะไปถึงตัวละกว่า 10,000 บาท หรือยิ่งหากเป็นสีดำล้วนทั้งตัวราคาจะยิ่งแพงไปกว่านี้ หรือแม้แต่สีแดง ส้ม เหลือง เขียว ก็ยิ่งจะแพงด้วยราคาที่อาจถึงหลายหมื่นบาท
ทั้งนี้นอกจากลูกค้าคนไทยแล้ว กิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน ยังมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติสนใจซื้อไปเลี้ยงอีกด้วย โดยมีการรวมตัวกันของผู้เลี้ยงส่งกิ้งก่าทะเลทราย รวบรวมกิ้งก่าสายพันธุ์นี้ให้ผู้ค้ารายใหญ่ส่งไปยังประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนกว่า 1,000- 2,000 ตัว ต่อการส่งออกแต่ละครั้ง ด้วยราคาที่แพงกว่าในเมืองไทยหลายเท่าตัว ทำให้การเลี้ยงกิ้งก่าทะเลทรายเป็นธุรกิจที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนนิยมนำไปเลี้ยงเป็นเพื่อนและเลี้ยงเพื่อคลายความเครียดและคลายความเหงา ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้เกิดธุรกิจรับฝากเลี้ยงสัตว์ 3 ชนิด ที่ตนกำลังเลี้ยงด้วย เมื่อคนเลี้ยงไม่อยู่บ้านต้องเดินทางในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือแม้กระทั่งการนำปลากัดมาฝากให้เลี้ยงก็มีเช่นกัน

สำหรับการเลี้ยง การดูแลสัตว์ทั้ง 3 ชนิดนี้ ไม่แตกต่างจากการดูแลเด็ก เริ่มตั้งแต่การให้สัตว์ผึ่งแดดยามเช้า 15 นาที เพื่อช่วยในการขับถ่ายและเพิ่มวิตามินดีให้ร่างกาย ตามธรรมชาติของสัตว์ทั้ง 3 ชนิดที่อยู่ในทะเลทราย ชอบแสงแดด จากนั้นนำมาอาบน้ำด้วยการให้แช่น้ำในกะละมังราว 15 นาที ก่อนนำสัตว์ไปอยู่ในกล่องพลาสติกขาวใสที่เป็นที่อยู่ของสัตว์ และให้อาหารทั้งผักและหนอน พร้อมๆ กับต้องใช้ยาช่วยให้ขับถ่ายพยาธิในตัวที่ร่างกาย
ส่วนเต่าซูลคาต้า มีอายุยืนยาวอย่างน้อย 50-70 ปี โตเต็มที่มีน้ำหนักมาก 40-50 กก. เต่าสายพันธุ์นี้ให้ไข่มากถึงครั้งละ 15-40 ฟอง เกินครึ่งฟักออกมาและมีชีวิตรอดได้ การเลี้ยงนอกจากให้ผักเป็นอาหาร ยังต้องให้กินอาหารเสริมชนิดเม็ดทั้งโปรตีนและแคลเซียมด้วย ที่สำคัญต้องหาพื้นที่ให้เต่าซูลคาต้าได้เดิน เพราะยิ่งเดินสุขภาพเต่าจะยิ่งแข็งแรง แต่หากไม่ยอมเดินก็สันนิษฐานได้เลยว่าเต่ากำลังป่วย

ขณะที่งูคอร์นดูแลง่ายกว่าดูแลคนเยอะ เป็นงูขนาดเล็ก ตัวใหญ่สุดลำตัวขนาดเท่านิ้วโป้ง ตัวยาวไม่ถึง 1 เมตร การดูแล จะให้ลูกหนูแช่แข็งเป็นอาหารสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น.



