วันที่ 15 ก.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงที่ต้องติดตามในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในเรื่องหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นบ้างจากธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อย เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ยังฟื้นตัวไม่ดี แม้จะคาดการณ์จีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2.3% ก็ตาม
ทั้งนี้ ธปท. กำลังติดตามสถานการณ์ NPL อย่างระมัดระวัง แม้จะมีการประเมินว่า NPL อาจขยับสูงขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้และบริหารจัดการได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
นายวิทัย กล่าวถึงหนี้ครัวเรือนที่ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี แตะระดับ 85.9% นั้น ระบุว่า หนี้ครัวเรือนลด ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ดูเหมือนลดลงในเชิงเปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานจีดีพีที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ และการที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ของประชาชนยังคงหนักหน่วง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาแก้ไขผ่านหลายโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ ธปท. เพื่อประคับประคองให้เศรษฐกิจดีขึ้นในระยะยาว โดยยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เรื่องที่ออกโครงการเดียวแล้วแก้ได้ ต้องออกหลายโครงการช่วยกันซ้ำๆ และต่อเนื่อง
“คิดว่าในระยะกลางและระยะยาว หวังว่าทางรัฐบาลทำงานอย่างต่อเนื่อง ธปท. ก็ออกโครงการต่อเนื่อง และหวังว่าสถาบันการเงินจะออกมาช่วยกัน หากประคับประคองแล้วเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะค่อยๆ บรรเทาไป แต่ต้องช่วยกัน หากไม่ทำอะไรเลยก็จะแก้ปัญหาไม่ได้”
นอกจากนี้ต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ แม้ตัวเลขล่าสุดจะเริ่มผันผวนลดลง โดยคาดการณ์เฉลี่ยทั้งปีอาจไม่ถึง 2.8% ตามที่เคยประเมินไว้ในเดือน มิ.ย. และในไตรมาส 4 ปีนี้ที่คาดว่าจะสูงในบางเดือน เช่น เดือน ต.ค. ที่เคยคาดว่าจะแตะ 4.5% ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ถึงระดับนั้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาใกล้ชิดเนื่องจากสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อได้ตลอดเวลา



