สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่า นายแฟรงคลิน เกรแฮม ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ขององค์กรที่ดำเนินศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคอีโบลา และส่งเจ้าหน้าที่ตอบสนองชาวอเมริกันจำนวนมากที่สุดในดีอาร์คองโก กล่าวว่า เขาจะต้องลดขนาดภารกิจลง เนื่องจากคำสั่งกักตัวของรัฐบาลสหรัฐ จะทำให้การสรรหาบุคลากรทางการแพทย์ซับซ้อนขึ้น
“เราจะต้องลดงานของเราลงค่อนข้างมาก และมันจะส่งกระทบต่อการสรรหาเจ้าหน้าที่ที่เราต้องการ” เกรแฮม กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
อนึ่ง ข้อมูลอย่างเป็นทางการเผยให้เห็นว่า การระบาดของโรคอีโบลาในดีอาร์คองโก ส่งผลให้มีผู้ป่วยยืนยันมากกว่า 1,900 คน และผู้เสียชีวิตมากกว่า 700 ราย โดยทุกกรณีเชื่อมโยงกับเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูเกียวที่หายาก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ระบุว่าเป็นการระบาดร้ายแรงอันดับสาม เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ให้คำมั่นว่าจะป้องกันไม่ให้โรคอีโบลาแพร่ระบาดในสหรัฐ โดยกำหนดนโยบายที่เข้มงวด ซึ่งห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเมื่อหลายเดือนก่อน รวมถึงสร้างศูนย์กักกันในเคนยา และนโยบายใหม่จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) ห้ามไม่ให้ชาวอเมริกันในดีอาร์คองโก ขึ้นเครื่องบินพาณิชย์ที่ไปยังสหรัฐ
ขณะที่ นพ.แดเนียล เจอร์นิแกน อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของซีดีซี และผู้นำการตอบสนองของหน่วยงานในช่วงการระบาดของโรคอีโบลา ระหว่างปี 2557-2558 ในแอฟริกาตะวันตก กล่าวว่า การใช้นโยบาย “ห้ามขึ้นเครื่องบิน” เพื่อป้องกันไม่ให้พลเมืองสหรัฐเดินทางกลับบ้าน แม้พวกเขามีความเสี่ยงติดเชื้ออีโบลาต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



