เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เปิดแถลงข่าวตอกกลับกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภา ในรอบ 122 วัน โดยระบุว่า สิ่งที่นายโสภณพยายามนำมาโฆษณาชวนเชื่อว่าสภา ผ่านร่างกฎหมายถึง 14 ฉบับ ซึ่งมากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นผลงานของนายโสภณเลย เนื่องจากมีถึง 10 ฉบับที่เป็นร่างกฎหมายตกค้างมาจากสภาชุดที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลส่งกลับมายืนยัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นร่างที่วุฒิสภาส่งกลับมาตั้ง กมธ.ร่วม ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการกดปุ่มเห็นชอบของ สส. หากนายโสภณขยันจริงตามที่โอ้อวด ก็ควรเปิดประชุมสภาเพิ่มในวันศุกร์เพื่อเคลียร์ญัตติรายงานที่ยังค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
นายภัณฑิล กล่าวต่ออีกว่า ปัญหาสัญญาประกันภัยอาคารรัฐสภาหมื่นล้านที่หมดอายุเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนเคยอภิปรายท้วงติงแล้วว่า บริษัท ซิโน-ไทยฯ ผู้รับเหมา มีการซ่อมแซมและอ้างเรื่องการปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้งานอาคารมาโดยตลอด แต่นายโสภณกลับบอกเพียงว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย ทั้งที่ความจริงไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้รับเหมาเลยแม้แต่บาทเดียว จึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการเคลมประกันทั้งหมด เพราะเมื่อมีการซ่อมแซมสภา ก็ต้องไปขออนุมัติงบประมาณเพิ่ม และตนจะจับตาดูงบปรับปรุงรัฐสภาอีกหลายสิบล้านบาทว่าจะบานปลายอีกหรือไม่ จนน่าตั้งคำถามว่านายโสภณเป็นประธานรัฐสภาหรือหัวหน้าฝ่ายอาคารกันแน่
นอกจากนี้ ยังได้สับข้อสั่งการที่ให้ข้าราชการมาเต้นแอโรบิกและสวดมนต์ว่า เป็นการสร้างภาระให้ข้าราชการต้องไปเกณฑ์คนและทำเสื้อแจก ทั้งที่ควรปล่อยให้เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการดูแลสุขภาพนอกเวลาราชการ และในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ยังพบการตั้งงบค่ารถประจำตำแหน่งประธานสภา สูงถึงปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งตนจะเกาะติดตรวจสอบต่อไป แม้เข้าใจว่าเป็นเรตมาตรฐานเดียวกับนายกรัฐมนตรีก็ตาม พฤติกรรมหลายอย่างของนายโสภณเป็นเพียงงานรองที่เป็นพิธีกรรมโฆษณาชวนเชื่อ จึงอยากให้กลับมาโฟกัสงานหลักด้านนิติบัญญัติ
“ที่ท่านประธานบอกว่าคนวิจารณ์เพราะอคติและอย่าลำเอียงเพราะรักนั้น ขอย้อนถามว่าท่านกำลังพูดถึงตัวเองอยู่หรือไม่ เพราะภารกิจเรื่องยาเสพติด ท่านก็มุ่งลงแต่พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และที่สำคัญกรณีที่ฝ่ายค้านและ สว. ร่วมกันเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปมตีตกคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ท่านกลับดองเรื่องไว้หลายเดือน อ้างว่างานยุ่งและอ้างว่าไม่ได้เป็นบุรุษไปรษณีย์ ทั้งที่ท่านไม่มีอำนาจวินิจฉัย ควรส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที พฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าลำเอียงเห็นๆ และจะกลายเป็นข้อครหาว่า นายโสภณลำเอียงเอาแต่พวกพ้องบุรีรัมย์” นายภัณฑิล ระบุ
นายภัณฑิล ยังได้โจมตีนโยบายการบริหารงานบุคคลภายในสภา กรณีที่นายโสภณกลับลำแนวปฏิบัติจากยุค นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภา โดยไม่ยอมปรับขึ้นเงินเดือนให้ผู้ช่วย สส. และ สว. แต่กลับไปเดินตามแนวทางตัดลดโควตาผู้ช่วย สส. จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะปัจจุบันผู้ช่วย สส. ที่ทำงานจริงได้เงินเดือนเพียง 15,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ และสภายังไม่มีสวัสดิการประกันสังคมให้ ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกฎหมายแรงงาน
“เงินเดือนหมื่นห้ายังไม่พอสำหรับเด็กจบใหม่เลยด้วยซ้ำ สถานะก็ไม่มั่นคง นี่คือผลงานเด่นของนายโสภณที่ทำให้คนเขาเกลียดกันทั้งสภา”
นอกจากนี้ นายภัณฑิล ยังได้กล่าวถึงปมขัดแย้งกรณีการสั่งให้เปิดเพลงชาติและเคารพธงชาติภายในรัฐสภาทุกเย็นเวลา 18.00 น. ว่าสร้างความสับสนอย่างมาก เพราะตามกฎหมายในที่ร่มไม่ได้บังคับให้ต้องยืน และตัวประธานเองก็นั่งเช่นกัน พร้อมระบุว่าหากจะอ้างเรื่องชาตินิยม ก็ควรศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยว่าเพลงชาติไทยในปัจจุบันคือผลพวงที่มาจากยุคเผด็จการ



