ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกสทช. มีมติ “เป็นที่สุด” วินิจฉัยชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.)”ขาดคุณสมบัติ” ตามกฎหมาย กสทช. ถือว่าเป็นการ “สละสิทธิ์” และไม่มีสถานะเป็นกรรมการตั้งแต่ต้น
มติดังกล่าวเปรียบเสมือนสึนามิลูกใหญ่ที่ซัดเข้าใส่ ซอยสายลม ทว่าในมุมกฎหมาย “เกมนี้ยังไม่จบง่ายๆ” และอาจมีการต่อสู้ยื้อเยื้อจนสุดซอย
แหล่งข่าว กสทช. กล่าวว่า แม้มติของคณะกรรมการสรรหาจะถือเป็นที่สุด ไม่มีหน่วยงานใดค้านได้แล้ว แต่ในทางแท็กติก ถ้าประธาน กสทช. มั่นใจหลักฐานตัวเองจริง และมีหลักฐานใหม่เพิ่ม ก็สามารถยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มและขอให้พิจารณาใหม่ได้ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาที่ลงมติไปแล้วลองพิจารณาใหม่ แต่ ก็อยู่ที่คณะกรรมการสรรหาจะเปิดรับพิจารณาหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของเขา
ขณะเดียวกันวิถีทางตามกฎหมายปกครองยังคงเปิดช่องให้ต่อสู้ได้ โดยขั้นตอนขณะนี้ มติจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานต้นเรื่องคือ “สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี” เพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อ ซึ่งคาดว่าขณะนี้ทางฝั่งประธาน กสทช. คงกำลังเร่งประสานงาน เพื่อชี้แจงหรือขอความชัดเจนเพื่อดำเนินการ ซึ่งหากไม่มีการแจ้งมติไปยังประธาน กสทช. ก็ถือว่ายังไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ยังไม่สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้
แต่หากคณะกรรมการสรรหาหรือสำนักเลขาธิการนายกฯ มีหนังสือแจ้งมติชี้ขาดนี้ไปยังประธาน กสทช. โดยตรง จะถือว่ามี “คำสั่งทางปกครอง” เกิดขึ้นทันที ซึ่งจะทำให้ประธาน กสทช. มีสิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ และยื่นคำร้องขอ “คุ้มครองชั่วคราว” เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในระหว่างพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ศาลปกครองจะรับคดีละให้ความคุ้มครองชั่วคราวนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากศาลต้องพิจารณาใน 3 เงื่อนไขหลัก คือ 1. มติของกรรมการสรรหาน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การให้หยุดหน้าที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินจนเสียหายร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง บอร์ด กสทช. ที่เหลืออีก 6 คนยังคงทำงานและลงมติต่างๆ ได้ตามปกติ และ 3. ความเสียหายสามารถเยียวยาย้อนหลังได้หรือไม่
ซึ่งกรณีหากศาลปกครองรับเป็นคดี เพื่อวินิจฉัย แล้วต่อมาภายหลังนี้หากประธาน กสทช. ชนะคดี รัฐก็สามารถจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยได้ ทำให้อาจไม่เข้าเงื่อนไขการคุ้มครองชั่วคราว และหากศาลไม่คุ้มครอง ประธาน กสทช. จะต้องหลุดจากตำแหน่งทันที โดยต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 4-5 ปี แต่เชื่อว่าทางประธาน จะต้องฟ้อง แม้จะเกินเวลานานกว่าจะมีผลตัดสิน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธ์ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมีความไม่ชัดเจนว่าทางคณะกรรมการสรร จะส่งเรื่องไป สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วมีการดำเนินการอย่างไรต่อ จะมีการแจ้งมายังประธาน กสทช. หรือแจ้งมติมายังสำนักงาน กสทช. หรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนก็ยังคลุมเครือ คงต้องรอในสัปดาห์หน้า ถ้าส่งเรื่องมายัง สำนักงาน กสทช. ก็จะชัดเจนว่า ประธาน กสทช. รวมถึง ทีมงาน จะปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานและที่เกี่ยวข้องต่อไปไม่ได้



