เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ดาราสาวชื่อดัง “เบสท์–ชนิดาภา พงษ์ศิลป์พิพัฒน์” พร้อมด้วย “ทนายเฉลิมศักดิ์ วงเมือง” ได้เดินทางมาตามนัดเพื่อเป็นพยานโจทก์ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังเมื่อปีที่ผ่านมาเธอตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพหลอกทำงานเสริมรีวิวโรงแรม แอบอ้างชื่อแพลตฟอร์มดังลวงให้โอนเงิน โดยเธอสูญเงินเก็บไปกว่า 1.2 ล้านบาทภายในวันเดียว

โดยสาวเบสท์เปิดอกเล่าถึงกลโกงสุดเนียนที่ทำเอาเธอช็อกและน้ำตาตกในว่า “สำหรับเรื่องราวของปีที่แล้วโดนมิจฉาชีพหลอก คือจุดเริ่มต้นคือโดนหลอกจากเฟซบุ๊ก ในเพจของมาร์เก็ตติ้งอินฟูลฯ เขาประกาศรับสมัครนักรีวิวโรงแรม ซึ่งเรารับรีวิวอยู่แล้ว เราสนใจก็เลยทักไป เขาให้เราสมัครเทเลแกรมแล้วก็คุยผ่านทางนั้น มีการทดสอบการรีวิวต่างๆ ซึ่งระหว่างนี้เขามีค่าเสียเวลาให้เราทุกครั้ง เป็นเงินได้เปล่า ครั้งละหลักสิบ เขียนประมาณ 3-4 บรรทัด และการทำรีวิว 1 ครั้ง เราจะสะสม 10 คะแนน หากสะสมครบ 100 คะแนน วันรุ่งขึ้นได้ไปรีวิวที่โรงแรมจริงเลย ในระหว่างนั้นเราจะรายงานคะแนนเราตลอด ซึ่งจะต้องไปทำแคมเปญกิจกรรมต่อกับอโกด้า ซึ่งเป็นการแอบอ้าง มีการให้ใช้ทุนสำรองของเราเริ่มต้นที่ 400 บาท เป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ ทำครบ 5 ครั้งได้ร่วมงานเลย แต่ในครั้งที่ 5 ครั้งสุดท้ายไม่ได้เงินคืน แล้วก็ถูกดึงเข้าไปในกลุ่มวีไอพี จำนวนเงินก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ณ เวลานั้นเราไม่ทราบว่าในกลุ่มเป็นหน้าม้ามีทั้งหมด 4 คน เราเป็นเหยื่อคนเดียว ทุกคนจะทำกิจกรรมแล้วก็โอนเงิน และทำภารกิจโปรโมตโรงแรมให้กับอโกด้า ให้เราแคปหลักฐานแล้วเขาจะจ่ายเงินให้เรา เราทำไปอยู่ 2 ครั้ง ก็แจ้งว่าไม่สำเร็จเพราะเราทำผิดพลาด คนในกลุ่มที่เป็นหน้าม้าก็มารุมโทษเรา เป็นเพราะเราทำให้พวกเขาต้องโดนยึดเงินทั้งหมด ในนาทีนั้นเราก็รู้สึกผิด เราก็หาวิธีแก้ เขาก็บอกว่าต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อแก้ไขงาน จำนวน 250,000 บาท แล้วก็ต้องโอนอีก 490,000 บาท พอโอนเรียบร้อยก็เกิดปัญหาอีก คือไม่สำเร็จเพราะเราโอนเงินช้าไป 3 นาที เขาก็บอกเราต้องแก้ไขอีก ต้องโอนมาเพิ่มอีก 600,000 บาท ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ตอนที่โอนก้อนสุดท้ายเราคิดว่าจบแล้วเราก็ได้เงินคืน แต่เขาบอกว่าวงเงินถอนเกิน ต้องโอนมาเพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อปลดล็อกบัญชี เราก็เริ่มรู้ตัวแล้ว ถ้าเราโอนไปอีกมันไม่น่าจะสำเร็จอีก มันไม่ใช่แล้ว ก็เลยหยุดโอน แล้วโทรฯ ไปอายัดบัญชี โทรฯ ไปแจ้งความที่ 1441 แล้วก็ไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ทั้งหมด 1.2 ล้าน ใน 1 วัน
แล้วตอนแรกเรายังไม่เชื่อว่าเราโดนมิจฉาชีพหลอก เราคิดว่ามันเป็นเรื่องงานจริงๆ เราไปตรวจสอบมาแล้วว่าบริษัทนี้มีจริง แต่คือเขาสวมรอย ตอนที่โอนเงินเราก็ถามนะทำไมต้องโอนเป็นชื่อบุคคล เขาบอกว่ามันเป็นตัวแทนของอโกด้า ด้วยความที่เราอยากจะทำงาน เราเลยอยากทำให้มิชชั่นสำเร็จสะสมคะแนนให้ครบ 100 คะแนนเต็ม ถามว่าไปรู้จักเพจนี้จากไหน เขายิงแอด เป็นการได้รับการโฆษณารับสมัครนักรีวิวโรงแรม ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้ ไม่เสียเงินสักบาท มีแต่เขาโอนมาให้จากการที่เขาทดสอบทักษะเรา ยอดคนติดตามเพจมีความน่าเชื่อถือ คนติดตามเยอะ มีติ๊กถูกสีฟ้า เราก็เช็กหมดทุกอย่างเลยค่ะ ทีหลังเราถึงได้รู้ว่าเขาสวมรอยบริษัทนี้ที่มีอยู่จริง
เราก็ขอเตือนภัยแล้วกันถ้าบางครั้งถ้าเราไม่มั่นใจว่าบริษัทนั้นจะถูกสวมรอยหรือเปล่า อาจจะต้องโทรไปสอบถามกับบริษัทนั้นก่อนเพื่อความมั่นใจ ถ้าเขาบอกไม่มีก็คือถูกหลอกแน่ ในเวลานั้นเราก็ไม่ได้โทรไปสอบถาม เราคิดว่าเราเช็กแค่ว่าบริษัทนี้มีจริงก็คือจบ แล้วอีกอย่างเทเลแกรมมันคือระบบที่มิจฉาชีพชอบใช้ เพราะทำลายหลักฐานง่าย พอเรารู้ตัวแล้วเราไม่ยอมโอนเงิน เขาก็จะระเบิดตัวเองไปเลย เราก็แคปหลักฐานได้แค่เท่าที่เหลือ พวกเลขบัญชีปลายทางที่เป็นบัญชีม้า จะส่งมาในกลุ่มแค่ 5 นาทีก็จะสลายไปเลย
แล้วนาทีที่รู้ตัวว่าโดนมิจฉาชีพหลอก ตอนนั้นยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะโดน มันเกิดรวดเร็วมากภายในวันเดียว อยู่ดีๆ เงินก็หายเกลี้ยงบัญชี มันก็ช็อก คือปัจจุบันพวกมิจฉาชีพรู้ว่าคนต้องการหางาน มีรายได้เสริม เขาก็ยิงตรงเป้าหมายของเขา หลังจากที่โดน ก็มีคนที่โดนเหมือนเราทักมา 100% จะเป็นผู้หญิงทั้งหมด มีผู้ชายไปลองสมัครดู เขาไม่รับ เขารับเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้หญิงขี้สงสาร แล้วเขาวางแผนมาหมดแล้ว หน้าม้าเขาก็จะมีให้ยืมเงินเขาก่อนด้วย หากเราโอนเงินช้า ซึ่งเขาจะโอนเงินตรงไปให้บัญชีม้าเลย ไม่ผ่านเรา ช่วงเวลาสลิปเขามีการแก้ไขตรงกับเวลาการโอนจริงทุกอย่าง มันสมจริงมาก แต่เขาจะปิดคิวอาร์โค้ดไว้ไม่ให้เราเช็ก เขาบอกว่ามันเป็นความเป็นส่วนตัว เขาจะให้ทุกคนปิดคิวอาร์ เราเลยเช็กไม่ได้ว่ามีการโอนจริงไหม
ตอนนี้จับผู้ต้องหาได้สามคนแล้ว ส่วนความหวังที่จะได้เงินคืน ต้องยอมรับว่า ไม่คาดหวังดีกว่าค่ะ คิดว่าโอกาสค่อนข้างยาก เพราะจริงๆ แล้วตัวบัญชีม้าทั้งสามคนที่เราโอนไป เขาไม่มีคืนอยู่แล้ว คือตอนนี้ก็ต้องให้ทางพี่ทนายบอยช่วยดำเนินการต่อ ว่าเราจะไปทางไหน ถามว่าแล้วในกรุ๊ป LINE เราได้แคปโปรไฟล์รูปหน้าเขาไว้ไหม เราก็แคปไว้เป็นหลักฐานในเรื่องของแชต มันก็มีทั้งชื่อและรูปเขา (เป็นไปได้มั้ยเขาใช้รูปคนอื่น?) อันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นรูปคนอื่น เพราะว่ามีหลายคนมาแสดงตัวว่าเขาถูกแอบอ้างใช้รูป ในเคสเราก็มีคนมาแสดงตัวว่า ถูกเอารูปไปใช้ ถูกเอาชื่อไปใช้ เขาเอาชื่อคนอื่นมาใช้หมด
พอเราเจอกับตัวเราเองคือเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เราต้องมีสติ สติสำคัญมาก เวลาเกิดเหตุอะไรพวกนี้เราอย่าอยู่คนเดียวเพียงลำพัง อย่างน้อยถ้ามีคุณพ่อคุณแม่หรือมีเพื่อนอยู่ก็จะมีคนช่วยเตือนสติ อย่างเหตุการณ์นี้เบสท์อยู่คนเดียวในห้อง แล้วคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้านล่าง เขาก็จะไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วก็จะไม่มีคนคอยบอกเรา เราก็เลยโฟกัสอยู่ที่การที่กำลังคุยกับมิจฉาชีพอยู่ มันเลยทำให้เราไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นเลย อันนี้ต้องระมัดระวังในเรื่องของการมีสติก่อน และต้องคิดเสมอว่าให้เราตรวจสอบดีๆ ในเพจ Facebook ต่างๆ แต่เราโดนมาเราก็เลยรู้ว่าเราดูเป็นแล้ว เราจะดูว่าเพจอันนี้ถูกสร้างมาเมื่อไหร่ มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมดกี่ครั้ง แล้วคนที่เป็นแอดมินเป็นคนประเทศอะไรบ้าง ส่วนมากถ้าเป็นมิจฉาชีพก็จะมีหลายประเทศเลย เราสังเกตได้ในข้างต้นก่อน
แล้วส่วนมากถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพเขาจะเร่งรัดเรา เร่งรีบในการให้เราทำธุรกรรม ไม่งั้นเราจะเสียโอกาสอะไรสักอย่าง เราก็ต้องระมัดระวัง และใช้เวลาคิดไตร่ตรองให้ดี สมมุติเราตกเป็นเหยื่อ อย่างแรกก็คือคิดก่อนว่า อันนี้เคยบอกตัวเองก่อนจะโดน แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เราก็บอกกับตัวเองว่าอย่าโอนเงินให้บัญชีที่เราไม่รู้จักชื่อ ใครก็ไม่รู้ แต่พอถึงจุดนั้นจริงๆ มันเหมือนเราถูก ด้วยภาวะความกดดัน พอเวลาบอกใครไปคนก็จะไม่เชื่อ คือตัวเราเองก็เจอคอลเซ็นเตอร์โทรฯ มาเยอะเราก็ไม่เคยตกเป็นเหยื่อของการโทร แต่อันนี้เป็นการพิมพ์แชตอย่างเดียว ไม่มีการโทรฯ เข้ามา ไม่มีการวิดีโอคอลทั้งสิ้น มันเป็นการพิมพ์พูดคุย ซึ่งปกติเบสท์รับงานต่างๆ เราก็ใช้พูดคุยเป็นหลักอยู่แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นการสอบถามข้อมูลในการทำงาน

ตอนนี้เราก็ต้องระมัดระวังเพราะว่ามิจฉาชีพเขาก็เล็งเห็นว่าประชาชนทุกคนก็อยากมีรายได้เสริม อยากทำงาน บางคนก็โดนหลอก ในลักษณะของการที่อยากจะขายสินค้า ก็จะดึงไปในกลุ่ม LINE open แชต ก็ต้องมีค่าสมัคร สุดท้ายอยากขายของก็กลายเป็นเสียเงิน มันมีเยอะมากมีผู้เสียหายหลายคนทักมา มีทั้งแบบของเบสท์ในเรื่องของการรีวิวโรงแรม บางคนก็โดนขายเสื้อผ้า คือมันเป็นภาวะปกติของมนุษย์ ที่เวลาคนทักมาว่าสนใจสินค้าที่เราลง เราก็อยากจะขาย เราก็มีโอกาสที่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย จากความที่เราต้องการขาย ต้องการมีรายได้ ก็ต้องระมัดระวัง จากแพลตฟอร์มปัจจุบันเบสท์ว่านอกจากโทรเป็นคอลเซ็นเตอร์แล้ว ในแพลตฟอร์มพวกเฟซบุ๊กก็เยอะมาก แล้วพวกเขาก็จะยิงแอดให้ตรงทาร์เก็ต และช่วงอายุเรา ก็ต้องระมัดระวังเขาเจาะกลุ่มตลาดได้ทุกจุดทุกครั้ง ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่เป็นเหยื่ออยู่ ยังมีคนทักมาหาเบสท์ทุกวัน
เบสท์มองว่าการที่เรามาให้ข้อมูลกับสื่อ มันก็เป็นการให้อุทาหรณ์กับคนอื่น อย่างน้อยได้เห็นข่าวของเบสท์ผ่านตา ก็ยังได้ระมัดระวังตัวเองไว้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อแบบเบสท์ ก็อยากให้ทุกคนระมัดระวังจริงๆ ว่ามันน่ากลัวมากๆ เดี๋ยวนี้ AI พัฒนาไปเยอะมากๆ สามารถปลอมวิดีโอคอลได้ มันมีหลายๆ เหตุการณ์ที่เราเจอและคนรอบตัวเจอ เพราะฉะนั้นเวลามีคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามา แล้วมีเสียงตื๊ด นั่นคือการอัดเสียงแล้ว ต้องระมัดระวังอย่าพูดอะไรไป เพราะพูดไรเสร็จปุ๊บเขาอัดเสียงเรา แค่นิดเดียวเขาสามารถแปลงเป็นเสียงเราให้เหมือนเป๊ะได้ เพราะฉะนั้นเขาสามารถหลอกผู้ปกครองเราว่าเราเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นอาจต้องระมัดระวังคุณพ่อคุณแม่เราอาจจะยังไม่ทันในส่วนนี้ อาจจะต้องเตือนผู้ใหญ่ในบ้านด้วย แล้วขนาดเบสท์เป็นกลุ่มคนยุคใหม่เรายังตกเป็นเหยื่อเลย เพราะฉะนั้นอาจต้องเตือนผู้สูงอายุด้วยแล้วก็เด็กๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เพราะเงินมันไปเร็วมาก เวลาเงินมันออกภายในหนึ่งถึง 2 นาทีมันหายไปเลยในพริบตา แล้วมันเอากลับมายาก ต่อให้เราโทรอายัดแล้วก็ไม่ทัน
ซึ่งอันนี้เป็นครั้งแรกที่เราโดนมิจฉาชีพหลอก แล้วก็จะเป็นครั้งแรกครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายและจะไม่มีอีกแล้วค่ะ ตอนนี้คือกังวลมากพอมีงานติดต่อเข้ามา ตอนนี้ก็กังวลเริ่มกลัวเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามีคนติดต่อให้เราไปรีวิวโรงแรมว่าจะโดนหรือเปล่า จะโดนหลอกอีกไหม เราก็ไม่มั่นใจ ก็ต้องมีการโทรไปสอบถามพูดคุย แล้วก็มีการมัดจำกันให้เรียบร้อย อย่างน้อยมั่นใจว่ามันมีงานนี้จริงๆ การโดนหลอกครั้งนี้มันกลายเป็นแผลในชีวิตเรา ในช่วงหลังเกิดเหตุก็ค่อนข้างกังวลและเริ่มไม่มั่นใจกับงานที่ติดต่อเข้ามาเพราะเรารู้สึกว่าจะเป็นมิจฉาชีพอีกไหมจะโดนซ้ำรอยอีกไหม เราก็เลยค่อนข้างกังวล แต่พอผ่านเวลามาหนึ่งปีสองเดือน เราเริ่มคัดกรองมากขึ้น ว่าอันนี้ปลอมแน่ๆ อันนี้จริง ก็ต้องระวัง แล้วเตือนคนรอบข้างหมดเลยค่ะ
ถามว่าช่วงแรกเสียน้ำตาเยอะไหม ต้องยอมรับว่าไม่มีน้ำตาเลยสักหยดเดียว (น้ำตาตกใน?) มันน่าจะเป็นน้ำตาตกในมากกว่า มันเป็นความเครียดสะสมมากกว่า มันจะไม่ได้ออกเป็นน้ำตา มันจะเป็นความรู้สึกว่าทำไมเราถึงตกเป็นเหยื่อ เราพลาดได้ยังไงทั้งที่เราก็เสพข่าว ดูข่าว ไม่คิดว่าจะโดนกับตัวเอง เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องงาน เพราะเราไม่ได้ไปลงทุนหรืออะไร คือเราจะไปทำงานนะ มันก็กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เราพลาดในกรณีนี้ เรียกได้ว่าอย่าอายการที่จะออกมาให้ข้อมูล จริงๆ เบสท์อยากจะบอกทุกคน เรามีพื้นที่สื่อเรา วันนึงถ้าเราโดนมิจฉาชีพ ก็อยากให้ออกมาแชร์กันเยอะๆ เพราะว่าบางครั้งสื่อที่ออกไปแบบนี้ ประชาชนในประเทศไทยอาจจะไม่ได้ดูครบ แต่ถ้าหนึ่งคนแชร์ไปก็จะมีคนแชร์ต่อๆ ก็เหมือนเราได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เขาไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็อยากขอความร่วมมือ คืออย่าอาย อย่ากลัว ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมมีเงินแต่โง่ คือเกรียนคีย์บอร์ดค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว ในการที่เขามาตำหนิเราแต่อยากจะบอกเลยว่าอย่าซ้ำเติมเหยื่อ เพราะว่าเหยื่อกระทบมากพออยู่แล้ว อยากจะให้กำลังใจกันมากกว่า อยากให้เป็นการเตือนสติระมัดระวังตัวกัน ตัวเองอาจจะโชคดีที่ไม่โดนในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้าเราก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าจะโดนไหม เพราะฉะนั้นก็อยากให้ระมัดระวังตัวกัน

ในวันนี้พอใจกับคำตัดสินไหม ก็พอใจค่ะ ก็ถือว่ารับสารภาพ ไม่ต้องเสียเวลามากในการสืบพยานต่อ อย่างน้อยก็มีสำนึกบ้าง ก็ได้รับโทษ หลายคนก็มีการอินบ็อกซ์มาถามว่า เป็นยังไงบ้างได้เงินคืนไหม ได้เงินคืนครบหรือยัง เพราะบางทีเขาเห็นข่าวว่าจับบัญชีม้าได้ครบแล้วทั้งสามคน เขาก็เลยรู้สึกว่าเราได้เงินคืนแล้วใช่ไหม แต่เบสท์ก็อยากจะบอกว่า เราไม่ได้มีสิทธิพิเศษที่ทำได้เร็วกว่า เพราะนี่ก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน ก็ทำตามขั้นตอนเลย คนก็จะมองว่าพอเป็นเคสคนดัง ดารา จับได้เร็ว แต่เราไม่ได้เงินคืนนะคะ ไม่ได้เลย เพราะว่าทางจำเลยก็ไม่มีเงินที่จะชำระ และชดใช้ทั้งหมด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็พยายามบอกทุกคนที่เป็นเหยื่อเหมือนกันหรือที่เป็นผู้เสียหาย ทำดีที่สุดคือจับจำเลยหรือคนที่เป็นบัญชีม้าทั้งหมดให้ได้รับโทษและจำคุก นี่คือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในฐานะผู้เสียหายและประชาชนที่เดือดร้อน ทำได้ดีที่สุดแค่นี้จริงๆ แต่เรื่องจำนวนเงินอันนี้ก็อาจจะต้องทำใจไว้หน่อยว่าอาจจะยาก แต่ตอนนี้เราคิดแค่นี้เลยว่าอยากให้คนผิดได้รับโทษค่ะ
ด้านความคืบหน้าทางคดี ทนายเฉลิมศักดิ์ เผยว่า สำหรับจำเลยถูกฟ้องในข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นมาฉ้อโกง, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.ก.เทคโนโลยี เอาเฉพาะคดีนี้นะครับ ตอนแรกเขาปฏิเสธ เขาอ้างว่าบัญชีเขาเปิดให้ใช้จริง แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการพวกนี้ที่มาหลอกลวง ก็คือปฏิเสธข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่วันนี้เขาหลุดมาเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง แต่ละครั้งที่แก๊งพวกนี้ให้เขาทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ถ้าโอนเงินให้บัญชีที่มียอดเยอะๆ จะต้องสแกนหน้า หรือไม่ก็ต้องไปแบงก์ หรือทำโอทีพี เขาก็หลุดมาว่าเขาโดนหลอกให้สแกนหน้าทุกครั้งที่โอน ทางเรารู้แล้วว่าบัญชีปลายทางคือใคร แล้วไปไหนต่อ คดีนี้น้องของผู้ต้องหาโอนไปที่บัญชีปลายทาง มันก็จะมีบริษัทไม่กี่บริษัทหรอก
ส่วนการรับโทษของผู้ต้องหาคนแรกสองปีแปดเดือน เพราะว่าเคสนั้นเขามีคดีเก่า ศาลก็เลยมีเหตุให้เพิ่มโทษ (บัญชีม้าเหมือนกันใช่มั้ย?) กลุ่มนี้แหละครับที่น้องเขาโอน คือจะมีสี่คนที่น้องเขาโอนบัญชีเข้าไป (เบสท์ : คนที่สองคือหนึ่งปี แต่คนล่าสุดวันนี้โดนหนึ่งปี 12 เดือน) คนนี้เขาปฏิเสธในเรื่องคดี สรุปผลคือสารภาพผิดทุกข้อกล่าวหา แล้วศาลตัดสินว่ามีความผิดตามฟ้อง ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดกรรมเดียวกันนี่แหละ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วก็เรื่องบัญชีม้า ซึ่งโทษของวันนี้ก็หนึ่งปี 12 เดือน (หลังจากนี้เขาจะทำยังไงต่อ จะประกันตัวออกมาสู้คดีไหม?) มันเป็นสิทธิ์ของจำเลยครับ ถ้าไม่พอใจในคำพิพากษาก็อุทธรณ์ได้ ว่าคำพิพากษาหนักไปหรือไม่ หรือว่ามีเหตุอันควรรอการลงโทษหรือไม่ เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนตั้งแต่วันนี้ ส่วนของทางโจทก์เอง ถ้าโจทก์ร่วมหรือโจทก์เองไม่พอใจ ศาลตัดสินน้อยไป ก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้เหมือนกัน เพื่อให้ลงโทษได้หนักขึ้น
ถามว่าทางจำเลยคนนี้จะยื่นอุทธรณ์ไหม ดูทรงแล้วไม่น่ายื่น (เขาจะยอมติดคุกเหรอ?) ครับ แล้วทางเรามีการยื่นเพิ่มโทษไหมหรือว่าพอใจแล้ว ก็ต้องพิจารณาดูอีกที เพราะว่ารู้สึกว่าจำนวนเงินที่น้องเขาโดน กับอัตราโทษมันค่อนข้างจะเบาไปหน่อย (เบสท์ : จำนวนเงินที่โดน สำหรับจำเลยคนนี้ 740,000 กว่าบาท คือคนแรก 450,000 บาท คนนี้ก็โดนจำคุกสองปีแปดเดือน คนที่สองยอดประมาณ 10,000 กว่าบาท คนนี้โดนจำคุกหนึ่งปี ส่วนคนนี้ 740,000 บาท ก็ที่แจ้งไปว่าหนึ่งปี 12 เดือน ก็ค่อนข้างน้อย) คือเรื่องนี้มันเป็นความผิดอาญาและมันมีความเสียหายในทางแพ่งเกิดขึ้น ซึ่งความผิดอาญามารับสารภาพกันไปสามคดีแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือว่าเดี๋ยวต้องไล่ดูเส้นทางการเงินในทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาสามารถให้เราดูข้อมูลได้ขนาดไหน แต่เบื้องต้นพอรู้มาว่าเส้นเงินสุดท้ายไปกระจุกกันที่ไหน ซึ่งสิ่งที่ผมจะทำก็คืออาจจะพิจารณาเรื่องการฟ้องคดีแพ่ง เพื่อให้บุคคลที่รับเงินเป็นเส้นสุดท้ายมาอธิบายว่าคุณมีความเกี่ยวข้องกับคนสามคนนี้ คุณมีมูลหนี้อะไรที่ต้องชำระ ถ้าอธิบายไม่ได้ก็ต้องไปคุยกันต่อที่ศาลว่าเงินดังกล่าวรับไปโดยชอบธรรมหรือไม่ และต้องคืนผู้เสียหายหรือไม่

ส่วนโอกาสที่จะได้เงินคืนต้องทำยังไง ในมุมของผมคือถ้าไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ที่ได้รับความเสียหายในคดีนี้ แนะนำให้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปที่ สน. ที่เราไปแจ้งความ เพื่อให้เขาไล่เส้นทางการเงินจนสุดสาย เอาให้สุดเลยว่าสุดท้ายแล้วเงินมันไปกระจุกอยู่กับใคร เพราะผมเชื่อว่าการกระทำลักษณะแบบนี้ มันไปกระจุกอยู่แค่ไม่กี่คนหรอก แล้วจะโอนเงินไปต่างประเทศ ก่อนที่จะโอนเงินไปต่างประเทศมันไปรวมเงินที่ไหนก่อน อันนี้อยู่ที่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำให้เราหรือไม่ อันแรกถ้าตามก็มีโอกาสได้ถ้ามีเงินเหลือด้วยนะ ส่วนอย่างที่สองในการดำเนินคดีแพ่งก็คือฟ้องติดตามเอาทรัพย์คืน ก็คือเงินที่เอาไปโดยไม่ชอบทางกฎหมาย เขามีสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนอยู่แล้ว ส่วนได้หรือไม่ได้ในทางแพ่งก็ต้องเข้าใจว่าคดีแพ่งพอฟ้องไปต่อให้ชนะคดี ถ้าตัวจำเลยที่ถูกฟ้องไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยให้บังคับคดีได้ก็ต้องทำใจประมาณหนึ่ง
เราฟ้องคดีอาญาผู้ต้องหาทั้งสามคนไปเราชนะหมดเลยทั้งสามคน ในคดีอาญาเขารับสารภาพ ศาลตัดสินอยู่แล้ว มันเป็นคดีที่ไม่ใช่อัตราโทษห้าปีขึ้นไป ถ้ารับสารภาพไม่ต้องสืบกันต่อ มันผิดตามฟ้องอยู่แล้ว สำหรับผู้ต้องหาเป็นคนรับจ้างทั่วไปเลย อย่างกลุ่มแรก รับสารภาพก็เป็นเหมือนพวกเด็กรับส่ง ขับรถขนส่ง อายุยังน้อยอยู่เลย ส่วนคนที่สองก็เป็นคนมีอายุแล้ว น่าจะ 50 เกือบ 60 แล้ว ซึ่งเขาก็มองว่าเขาไม่รู้เรื่องเขาโดนหลอกมาเปิดบัญชี อันนี้คือข้ออ้างของเขานะ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไอ้แก๊งที่รับสารภาพในคดีแรก ก็เป็นญาติกัน เรามีหลักฐาน คือแฟนของผู้ต้องหาคนแรก เป็นลูกของผู้หญิงคนนี้ผู้ต้องหาคนที่สอง ส่วนมุกที่ใช้กันว่าเปิดบัญชีม้าเพราะว่าโดนหลอก อย่างงี้เราต้องจิตแข็ง พวกนี้เขารู้กันอยู่แล้ว จิตวิทยาสูง ไม่งั้นไม่ทำให้เบสท์สงสารได้ขนาดนี้หรอก แล้วเขาไม่ได้ซัดทอดต่อใคร แก๊งพวกนี้เราก็พยายามถามนะว่าที่น้องโอนเงินในบัญชีไปให้ ปลายทางที่น้องโอนไปเป็นใคร เขาก็บอกไม่รู้จัก แต่ไปยอมรับว่าสแกนหน้าให้โอนเงิน





