เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินทางลงพื้นที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนฐานราก โดยมีผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด นายก อบจ.ยโสธร และหน่วยงานสังกัด อว. รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมคณะ
โดยตั้งแต่ช่วงเช้า นายยศชนัน และคณะได้ลงพื้นที่ ต.หนองแหน อ.กุดชุม เพื่อส่งมอบ “บ้านพอเพียง” ให้แก่ นางบัวผัน อุปพันธ์ วัย 72 ปี ซึ่งเป็นการบูรณาการความช่วยเหลือจากวิทยาลัยชุมชนยโสธร สภาองค์กรชุมชน และ พอช. เข้าปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน โดยดำเนินการเทพื้นคอนกรีต เปลี่ยนหลังคา ประตู และหน้าต่างให้มีความมั่นคงปลอดภัย

สำหรับภาพรวม “โครงการบ้านพอเพียง”จ.ยโสธร (ปี 60-69) ได้ดำเนินการไปแล้ว 182 โครงการ ครอบคลุม 9 อำเภอ 54 ตำบล ช่วยเหลือประชาชน 1,261 ครัวเรือน ใช้งบประมาณสะสมรวม 27.36 ล้านบาท โดยเฉพาะ อ.กุดชุม ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่กระจายงบประมาณได้ครบ 100% ทั้ง 10 พื้นที่ และในปี 69 นี้ จ.ยโสธร ยังได้รับงบเพิ่มเติมอีกกว่า 4.38 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพิ่มอีก 127 ครัวเรือน
จากนั้นนายยศชนันและคณะ พร้อมด้วย นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ (สนับสนุนทุนโดย บพท.) ซึ่งขับเคลื่อนโดย “วิทยาลัยชุมชนยโสธร” โดยโครงการนี้ได้พลิกโฉมจากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผสานระบบสารสนเทศอัจฉริยะ และ AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 63 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาผู้ยากไร้เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้กว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนัั้นคณะได้เข้าเยี่ยมชม พื้นที่โมเดลแก้จนเกษตรกรแปลงรวม ศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา ก่อนปิดท้ายที่ นิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน ณ ลานข้างวัดป่าพุทธิคุณ ซึ่งร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมี 4 โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่ ได้แก่

1.พลังวัดโมเดล ดึงพลังศรัทธาของคณะสงฆ์สร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม 2.ห่วงโซ่พืช-ผักอินทรีย์ ยกระดับเกษตรกรรายย่อยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้กว่า 5.8 แสนบาท 3.เศรษฐกิจชุมชนรับมือภัยพิบัติ นำเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (ปลา ข้าว ถั่ว) มาช่วยสร้างรายได้ช่วงน้ำท่วม-ภัยแล้ง และ 4.กลุ่มกล้าไม้ ต.สร้างมิ่ง สร้างรายได้เสริมให้กลุ่มเปราะบางจากการเพาะกล้ายูคาลิปตัส เดือนละ 4,000-5,000 บาท ภายใต้หลักการ “มือหนึ่งรับ มือหนึ่งให้” ส่งต่อวัสดุเหลือใช้เพื่อช่วยเพื่อนบ้านรายถัดไป
โดยนายยศชนัน ได้กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนว่า วันนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ การลงมือทำแผนงานต่างๆ ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่เราต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบ ในฐานะที่ตนดูแลเรื่องทุนมนุษย์ เราเชื่อมโยงตั้งแต่กลุ่มเปราะบางไปจนถึงคนวัยทำงาน ผ่านกลไกของกระทรวง พม., กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบเบ็ดเสร็จ

เราใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อเราสแกนพบผู้ที่ตกหล่นจากระบบ หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ (โมเดลแก้จน) และ การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน เรามีวิทยาลัยชุมชน และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในพื้นที่เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์
นอกจากนี้ เราได้วิเคราะห์ความยากจนผ่าน ‘ทุน 5 ด้าน’ โดยเฉพาะ ทุนมนุษย์ ซึ่งเราพบชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ เราจึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ (จากหน่วยงานเช่น วช. หรือ บพท.) เข้ามาช่วยอัปสกิล ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้เหนื่อยน้อยลง ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น

ส่วนปัญหาเรื่องทุนทางกายภาพ เช่น การขาดที่ดินทำกิน วันนี้ตนได้เห็นความประทับใจในพื้นที่ที่มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง ให้ชุมชนได้เข้ามาทำมาหากินร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและแก้ปัญหาได้จริง
“งานในวันนี้ผมขอให้เครดิตกับคนทำงานทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว เราก็จะส่งมอบต่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ” นายยศชนัน กล่าว




