สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลปักกิ่งติดตามอย่างใกล้ชิด กรณีที่สหราชอาณาจักรโอนกิจการของบริษัทบริติช สตีล มาเป็นของรัฐ และจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีน หากเห็นว่ามีความจำเป็น
ทั้งนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศโอนกิจการบริติช สตีล กลับมาเป็นของรัฐอย่างเป็นทางการ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยประกาศเข้าควบคุมบริษัทผู้ผลิตเหล็กซึ่งประสบภาวะขาดทุนแห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ หลังก่อนหน้านี้ กลุ่ม จิงเย่ สตีล ซึ่งเป็นบริษัทนายทุนจากจีน ควบคุมบริติช สตีล มาตั้งแต่ปี 2563
Q: According to reports, the UK government announced on July 16 that it had nationalized British Steel in accordance with the Steel Industry (Nationalisation) Act, taking over the enterprise previously controlled by China’s Jingye Group, and will establish a compensation… pic.twitter.com/mk9pOzPyVj
— CHINA MFA Spokesperson 中国外交部发言人 (@MFA_China) July 18, 2026
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุด้วยว่า ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในจีน พร้อมเตือนว่า วิธีการที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรจัดการกับเรื่องนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อบรรยากาศการลงทุนในสหราชอาณาจักร และจะกำหนดมุมมองของสาธารณชนชาวจีนต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอังกฤษ
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศจีนยังเรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรแสวงหาแนวทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับการชดเชยความเสียหาย ขณะที่บริษัท จิงเย่ สตีล ต้องการให้รัฐบาลสหราชอาณาจักร ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในบริติช สตีล
Yesterday, British Steel became publicly owned. pic.twitter.com/K1XqkujIf6
— Peter Kyle (@peterkyle) July 17, 2026
อนึ่ง การโอนกิจการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรเข้าควบคุมการบริหารงานของบริติช สตีล มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 ก่อนตัดสินใจโอนกิจการเข้าสู่การเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูปแบบ หลังความพยายามสรรหาผู้ลงทุนภาคเอกชนที่เหมาะสมไม่ประสบความสำเร็จ
กระบวนการดังกล่าวได้รับการรองรับตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลสามารถเข้าถือครองกิจการในอุตสาหกรรมเหล็กได้ เมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และรักษาผลประโยชน์สาธารณะ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



