จากกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ส่งสำนวนคดียาเสพติดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีและสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตามที่ได้มีการตรวจค้น และสืบสวนพบว่าเครือข่ายยาเสพติดมีพฤติการณ์รับจ้างจากผู้ว่าจ้างชาวลาว ให้นำกล่องพัสดุที่ซุกซ่อนเฮโรอีนส่งผ่านบริษัทรับส่งพัสดุไปยังจุดหมายในกรุงเทพมหานคร ก่อนลำเลียงออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 69 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 99/2569 จากนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้ง 2 ราย คือ นายอุทิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ชาวไทย และนางทัดสะพอน (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาวลาว ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหา สอบสวนปากคำ และนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ขออำนาจศาลอาญาฝากขังเพื่อดำเนินคดีเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา

ส่วนผู้ต้องหาชาวไทย 1 ราย คือ นายแคล้ว โบราณ (กิ๊กของนางทัดสะพอน) ซึ่งถูกจับกุมในคดียาเสพติดอีกคดีหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเชียงคาน จังหวัดเลย และปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประสานงานและดำเนินการอายัดตัวตามหมายจับในคดีพิเศษต่อไป ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวนและขยายผล คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีก 4 ราย คือ 1.นายหรือท้าวสายัน บัวระพา ชาวลาว 2.นางนัน บัวระพา ชาวลาว (บุตรสาวของท้าวสายัน) 3.นายแคล้ว โบราณ ชาวไทย และ 4.นายหรือท้าวอุ่น เนาวะราด ชาวลาว โดยหน่วยบังคับใช้กฎหมายของ สปป.ลาว ทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับชาวลาวได้ 2 ราย คือ นายหรือท้าวสายัน บัวระพา และนางนัน บัวระพา พร้อมตรวจยึดยาเสพติดของกลางจำนวนหนึ่งในพื้นที่ ทั้งนี้ สปป.ลาว ยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมายของตนเองและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมทั้งแกะรอยเพื่อติดตามจับกุมตัวท้าวอุ่น เนาวะราด (ผู้ต้องหาชาวลาว) ที่ยังคงหลบหนีหมายจับ ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับการเปิดเผยจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 99/2569 ว่า ภายหลังจากที่ทางการลาวสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาชาวลาว 2 รายได้ตามหมายจับศาลอาญารัชดาภิเษก คือ 1.ท้าวสายัน บัวระพา 2.นางนัน บัวระพา (สองพ่อลูก) พร้อมของกลางยาเสพติด ยาบ้าและไอซ์จำนวนหนึ่งนั้น ทั้งคู่ถือเป็นระดับผู้สั่งการให้เครือข่ายลูกน้องนำพัสดุภัณฑ์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนไปนำส่งให้เครือข่ายคนไทยบริเวณริมแม่น้ำโขง ตรงข้ามเชียงคาน จังหวัดเลย เพื่อให้คนไทยนำพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดนี้ไปส่งกับบริษัทขนส่งสาขาในจังหวัดท้องที่ เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน ซึ่งจะมีรายชื่อของผู้รับ/ผู้รับหิ้ว/ผู้ที่เดินทางต่างประเทศบ่อยครั้ง รอรับปลายทาง และจะนำพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนนี้ติดตัวไว้กับกระเป๋าสัมภาระ และเดินทางออกนอกประเทศโดยอากาศยาน (เครื่องบิน) เพื่อไปส่งให้ผู้รับปลายทางอย่างเช่นที่ประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน

ปัจจุบันนี้ทราบว่าทางการลาวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนปากคำผู้ต้องหา รวบรวมหลักฐาน และขยายผลเครือข่ายที่อยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่มีการประสานมาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาชาวลาว 2 ราย (ท้าวสายัน และนางนัน) ให้กับทางการไทยอย่างไร หรือไม่ ส่วนในกรณีของท้าวอุ่น เนาวะราด (ผู้ต้องหา) ก็ยังคงอยู่ระหว่างการพยายามแกะรอยติดตามจับกุมตัว อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยผู้ต้องหาชาวลาวทั้ง 3 รายนี้ (ท้าวสายัน, นางนัน, ท้าวอุ่น) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลไทย คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงพิจารณาพยานหลักฐานร่วมกัน หลังจากที่ได้มีการขยายผลอย่างเข้มข้นระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนปากคำพยานสำคัญที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นหนึ่งในเครือข่าย และเมื่อได้ข้อมูลข้อเท็จจริงอันพอสมควรแล้ว ก็จะได้มีการรวบรวมเอกสารหลักฐานเหล่านี้ยื่นเสนอต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการสูงสุดประสานทำคำขอไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องของทางการลาว เพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน “ท้าวสายัน และนางนัน” มาดำเนินคดีตามกฎหมายของไทย ซึ่งกระบวนการจะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร ซึ่งเราเองก็ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรที่จะนำเสนอขึ้นสู่ศาลของทางการลาว เพื่อที่ศาลของลาวจะพิจารณาอนุมัติให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ อีกทั้งผู้ต้องหายังสามารถอุทธรณ์ปฏิเสธการให้ศาลลาวส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้อีกด้วย ซึ่งก็เป็นขั้นตอนปกติที่กฎหมายเปิดพื้นที่ให้เพื่อความเป็นธรรม แต่ระหว่างนี้ เราก็ยังคงเดินหน้าทำทุกอย่างคู่ขนานไปให้ทันกับระยะเวลาการฝากขังของผู้ต้องหาชาวไทยกลุ่มแรกที่จับกุมตัวได้และฝากขังศาลอาญารัชดาภิเษกไปแล้ว คือ กรณีของสองสามีภรรยา นายอุทิศ และนางทัดสะพอน รวมถึงนายแคล้ว (กิ๊กของนางทัดสะพอน) แต่หากระหว่างนี้มีการสอบสวนขยายผลแล้วพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องอื่นเพิ่มเติม ก็จะได้มีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องกับพนักงานอัยการได้ภายใน 2 เดือน
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการรับผิดชอบสำนวนการสืบสวนสอบสวนและการขยายผล ในส่วนของดีเอสไอ จะดำเนินการในภาพรวมของขบวนการเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่มาจากทางฝั่ง สปป.ลาว และเชื่อมโยงเครือข่ายบริเวณจุดเชียงคาน จังหวัดเลย ขณะที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จะรับผิดชอบสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับแอร์โฮสเตส (น.ส.มีนา คอนโด่ะ) ที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของผู้อยู่เบื้องหลังบัญชี Facebook ชื่อ “Rose Rose” อย่าง น.ส.จันทรา ที่เป็นผู้ทักแชตเฟซบุ๊กพูดคุยฝากหิ้วสิ่งของซุกซ่อนยาเสพติดกับ น.ส.มีนา โดยตรง หรือกลุ่มของไรเดอร์ที่นำเอากล่องพัสดุซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนไปส่งไว้ที่คอนโดมิเนียมของ น.ส.มีนา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้นทางยาเสพติดของกรณีที่มาพัวพันกับ น.ส.มีนา พบว่ามีความเชื่อมโยงกับฝั่งประเทศเมียนมา กลุ่ม พ.อ.จะลอโบ่ ผู้นำกองกำลังมูเซอในรัฐฉาน โดยอาศัยพื้นที่ต้นทางอย่างจังหวัดเชียงรายในไทยในการลักลอบนำส่งยาเสพติดให้เครือข่ายกระจายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของกรุงเทพมหานคร อีกทั้งในสำนวนคดียาเสพติดของดีเอสไอ และตำรวจ ปส. ก็พบว่ามีการใช้คนในเครือข่ายเป็นคนละกลุ่มกัน พฤติการณ์แผนประทุษกรรมแตกต่างกันบ้าง เช่น ในสำนวนของดีเอสไอพบว่าผู้ต้องหาและเครือข่ายค้ายาเสพติดจะใช้วิธีการส่งพัสดุในพื้นที่เพื่อเข้าสู่ตอนในของกรุงเทพมหานคร ส่วนสำนวนของตำรวจ ปส. พบว่าจะเป็นการส่งยาเสพติดแบบมือชนมือ (หิ้วของไปส่งให้ถึงผู้รับหิ้ว) แต่อย่างไรท้ายสุดแล้ว ก็อาจจะมีบางจุดที่เชื่อมโยงถึงกันได้ แม้จะเป็นคนละกลุ่มนายทุนกันก็ตาม โดยเฉพาะ “คนตรงกลาง” ที่จะรับหน้าที่เป็นผู้รับหิ้วสิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่อไปส่งยังประเทศทางที่สาม เพราะคนตรงกลางกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นคนชอบเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ หรือเป็นคนที่รับจ้างหิ้วฝากสิ่งของ ซึ่งผู้กระทำความผิดมักจะเล็งเป็นเป้าหมายกลุ่มแรกไว้อยู่แล้ว เพื่อให้สิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติดไปให้ถึงผู้รับปลายทางให้ได้.



