คำกล่าวของ “วีระ ธีระภัทรานันท์” กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ระบุว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กำลังอยู่ในภาวะ “เจ๊งสาหัส” มีหนี้สินสะสมจำนวนมาก และอาจเข้าใกล้ภาวะล้มละลายนั้น อาจฟังดูรุนแรง แต่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่สังคมไม่อาจมองข้าม

ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยว่า อ.ต.ก. ยังมีแผนใช้งบประมาณกว่า 168 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคเหนือที่พะเยา ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่าองค์กรที่กำลังเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เหตุใดจึงยังเลือกลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก

หากย้อนกลับไปในอดีต อ.ต.ก. เคยถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเชื่อมโยงผลผลิตจากไร่นาไปสู่ผู้บริโภค ลดการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรไทย

ในวันที่ระบบการค้าสินค้าเกษตรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคเอกชนได้พัฒนาระบบตลาดที่ทันสมัย ทั้งด้านโลจิสติกส์ ห้องเย็น ระบบคัดแยกสินค้า และเครือข่ายการส่งออกขนาดใหญ่ ขณะที่ อ.ต.ก. กลับดูเหมือนยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

ข้อเสนอของนายวีระที่ระบุว่า อ.ต.ก. ควรยุติแนวคิดการเป็น “ล้งแห่งชาติ” นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในความเป็นจริง การแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่การมีพื้นที่ซื้อขายหรืออาคารขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่แข่งขันกันที่เครือข่ายผู้ซื้อ เงินทุนหมุนเวียน ความรวดเร็วในการบริหารจัดการ และความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก เอกชนรายใหญ่มีเครือข่ายส่งออกครอบคลุมหลายประเทศ มีระบบบริหารจัดการต้นทุนที่คล่องตัว และมีอำนาจในการแข่งขันสูง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่าอ.ต.ก. มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ที่จะเข้าไปแข่งขันในสนามเดียวกัน

หากคำตอบคือ “ไม่” การทุ่มงบประมาณอีก 168 ล้านบาท อาจไม่ใช่การลงทุนเพื่ออนาคต แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับตัวเองที่กำลังอ่อนแออยู่แล้ว

คำถามสำคัญที่สังคมอยากได้คำตอบมากที่สุด คือ เหตุใดจึงเลือกจังหวัดพะเยา มีการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วหรือไม่ ตลาดเดิมของ อ.ต.ก. มีแห่งใดที่ประสบความสำเร็จจนสามารถใช้เป็นต้นแบบได้ มีผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนยืนยันการเข้ามาใช้บริการมากน้อยเพียงใด เพราะการสร้างตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ตลาดมีผู้ซื้อ ผู้ขาย และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องต่างหากที่เป็นเรื่องยากกว่า และอีกมากมายหลายคำถาม

ประเทศไทยมีตัวอย่างของโครงการตลาดจำนวนไม่น้อยที่ใช้งบประมาณมหาศาล แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงอาคารที่เงียบเหงาและไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมาย

หลายฝ่ายมองว่า หาก อ.ต.ก. ต้องการกลับมาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอีกครั้ง อาจต้องเริ่มจากการทบทวนบทบาทของตัวเองใหม่แทนที่จะมุ่งแข่งขันกับเอกชนในฐานะ “ผู้ค้ารายใหญ่”

อาจต้องกลับไปสู่บทบาทดั้งเดิม คือการเป็น “ผู้สร้างตลาดให้เกษตรกร” ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทย การสนับสนุนการส่งออก หรือการเป็นตัวกลางสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ เพราะจุดแข็งของ อ.ต.ก. ไม่ควรอยู่ที่การเป็นคู่แข่งของเอกชน แต่ควรอยู่ที่การทำในสิ่งที่เอกชนไม่ทำ หรือทำไม่ได้

การลงทุนสร้างตลาดกลางภาคเหนือที่พะเยา อาจเป็นโอกาสในการฟื้นองค์กร แต่ก็อาจเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ขององค์กรที่กำลังเผชิญวิกฤติทางการเงิน และหากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ที่ต้องร่วมรับภาระในท้ายที่สุดก็คือประชาชนและเกษตรกรไทย

ดังนั้น ก่อนเดินหน้าโครงการมูลค่า 168 ล้านบาท คำถามที่ผู้บริหาร อ.ต.ก. จำเป็นต้องตอบให้ชัดคือ องค์กรที่มีหนี้สะสมกว่า 1,400 ล้านบาท กำลังลงทุนเพื่ออนาคตของเกษตรกร หรือกำลังเสี่ยงซ้ำเติมปัญหาของตัวเอง

สิ่งที่ อ.ต.ก. ต้องการ อาจไม่ใช่ “ตลาดแห่งใหม่”แต่คือ วิสัยทัศน์ใหม่ ของผู้นำ ที่จะทำให้องค์กรกลับมามีบทบาทและเป็นความหวังของเกษตรกรไทยอีกครั้ง.