สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่าที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ออกแถลงการณ์ร่วม ในการประชุมที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ แสดง “ความวิตกกังวลอย่างยิ่ง” ต่อการกลับมาปะทุของการสู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กำลังคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค
แถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกำลังบั่นทอนความพยายามของประเทศและฝ่ายต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย และลดโอกาสในการยุติวิกฤติผ่านการเจรจาและการทูต
เอเชียเป็นภูมิภาคซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่รองรับการนำเข้าพลังงานราว 60% ของภูมิภาค
We expressed serious concern over the rapidly evolving situation in the Middle East, particularly the renewed hostilities involving the United States of America and the Islamic Republic of Iran. We are deeply concerned that these developments severely undermine the ongoing… pic.twitter.com/2Jin2Qmrnh
— ASEAN (@ASEAN) July 21, 2026
นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนระบุเพิ่มเติมว่า การกลับมาสู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการค้า ความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยเฉพาะเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานภาคการเกษตรและการจัดหาปุ๋ย ซึ่งเป็นประเด็นที่อาเซียนให้ความกังวลเป็นพิเศษ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียซึ่งเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงาน ต้องใช้มาตรการพิเศษเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนประจำปีนี้ ถึงกับต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ
อนึ่ง องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เตือนว่า การปิดกั้นเส้นทางเดินเรือของอิหร่านส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย พลาสติก ผลิตภัณฑ์เคมี และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) อีกทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในภูมิภาคยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



