เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่บริเวณชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธิน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า คดีหลักในภาพรวมอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. สำหรับคดีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากกระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีมีเอกสารข้อสอบเล็ดลอดออกมานั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนจนทราบเส้นทางการรับเอกสาร ตลอดจนผู้สั่งการในการแก้ไข จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 3 ราย และสามารถจับกุมได้ทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานปรากฏข้อเท็จจริงว่าน่าจะมีเจ้าพนักงานของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เอกสารเล็ดลอดออกมา โดยขอเวลาดำเนินการอีก 2 ถึง 3 วัน ในการรวบรวมพยานหลักฐานอื่น ๆ เพื่อประกอบการดำเนินการต่อสำหรับกลุ่มบุคคลนี้

ทั้งนี้ คดีทั้งหมดจะอยู่ในส่วนของ ป.ป.ช. ซึ่งทราบว่าได้ตั้งคณะไต่สวนพิเศษเข้ามาดำเนินการแล้ว สำหรับบุคคล 11 รายที่ถูกออกหมายจับในส่วนนี้ ทาง ป.ป.ช. ได้กันเอาไว้เป็นพยานในการทำงาน โดยตำรวจได้ประสานงานกับ ป.ป.ช. ตลอดเวลา ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ร่วมวางแผนและผู้ทำการแก้ไข ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้รับไปสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว

ในการสอบสวนที่ผ่านมา เริ่มปรากฏตัวละครเพิ่มเติม โดย 3 คนที่ร่วมเกี่ยวข้องและวางแผนในการแก้ไขและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น เจ้าหน้าที่เริ่มมีข้อมูลว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงขอรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งทางตำรวจสามารถดำเนินการได้และประสานงานกับ ป.ป.ช. อย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ต้องหา 3 รายคือกลุ่มคนที่ถูกจับกุมไปแล้ว ส่วน 11 รายที่มีข้อมูลว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น ขอเวลาอีก 2 ถึง 3 วัน จึงจะสามารถบอกความคืบหน้าได้ หากพยานหลักฐานมีความชัดเจนมากขึ้นก็จะดำเนินการทันที ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐรายดังกล่าวจะอยู่ในระดับใดขออุบไว้ก่อน เนื่องจากระยะเวลาในการรายงาน ป.ป.ช. มีความจำกัด

สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องมียศใหญ่กว่าจ่าพิชิต ที่ถูกจับกุมไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า กรณีของจ่าพิชิตเป็นเจ้าพนักงานของรัฐแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการสอบ และถูกดำเนินคดีในข้อหาส่วนตัวตามที่เคยแจ้งต่อสื่อมวลชนไปแล้ว แต่กรณีนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ข้อมูลทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งข้อมูลที่นำมามอบให้ ปปป. และกองปราบปรามนั้นมีมาทั้งหมด แต่จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าข้อมูลมีความถูกต้องและชัดเจนเพียงพอที่จะใช้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานของรัฐได้หรือไม่

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หากพยานหลักฐานมีเพียงเท่าที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบัน การดำเนินการต่อไปคงเป็นไปได้ค่อนข้างลำบาก และทำได้เพียงรายงานให้ ป.ป.ช. ทราบตามข้อมูลที่มี แต่หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนอื่น ๆ ที่ได้สั่งการให้ทีมงานไปดำเนินการแล้ว หากครบถ้วนก็จะดำเนินการเพิ่มเติมทันที สำหรับข้อมูลที่จะต้องรายงานรองนายกรัฐมนตรีไม่เกินวันที่ 5 สิงหาคมนั้น เนื่องจากคดีหลักอยู่ที่ ป.ป.ช. และตนเองเป็นหนึ่งในคณะทำงานของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเสนอแนะในเชิงป้องกันว่าในอนาคตการสอบเข้ารับราชการของประเทศไทยควรมีแนวทางอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นอีก

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคณะทำงานไต่สวนพิเศษและจะให้ทางกองปราบปรามเข้าไปร่วมทีมหรือไม่นั้น ในส่วนนี้ให้ทางกองปราบฯ เป็นผู้ช่วย ซึ่งต้องรอให้คณะกรรมการชุดใหญ่มีมติออกมาอีกครั้ง สำหรับประเด็นการประชุมที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ที่มีการยกเลิกอย่างกะทันหันนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าว ไม่ว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อาจจะมีส่วนในแง่ที่ตนเป็นคณะทำงานที่พยายามเร่งรัดเรื่องนี้เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อมูลจะสอดตรงกับทางกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป.