‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ‘ทัตพงศ์ สะสมทรัพย์’ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ‘ณัฐพล รังสิตพล’ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ โดยระบุว่า โครงการแห่งนี้เป็นพื้นที่นำร่องตามมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย พ.ศ. 2561-2570 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคอาเซียน

วราวุธกล่าวว่า โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์นำอ้อย ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของภาคเกษตร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่ตลาดโลกต้องการ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร สร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว หรือ บีซีจี (Bio-Circular-Green: BCG Economy Model) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของโครงการคือ เม็ดพลาสติกชีวภาพ พีแอลเอ (Polylactic Acid: PLA) ซึ่งสามารถนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และเส้นใยสำหรับการพิมพ์สามมิติ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มีการใช้พลาสติกชีวภาพในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความต้องการใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาอ้อยและน้ำตาลมีเสถียรภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรในระยะยาว

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์บริหารโดยบริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด (GKBI) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (KTIS) ภายในโครงการประกอบด้วยโรงหีบอ้อย กำลังหีบอ้อย 2.4 หมื่นตันต่อวัน โรงงานผลิตเอทานอลจากอ้อย กำลังการผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลและไอน้ำความดันสูง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 85 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพของบริษัท เนเจอร์เวิร์กส์ (NatureWorks) ซึ่งใช้น้ำตาลจากอ้อย 100% มาแปรรูปเป็นกรดแลกติก ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพพีแอลเอ กำลังการผลิต 7.5 หมื่นตันต่อปี ถือเป็นโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งที่ 2 ของโลก ต่อจากโรงงานในรัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลัก

วราวุธกล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูงเป็นหนึ่งในทิศทางที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี โดยมุ่งนำวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่ผันผวน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชีวภาพไทยในตลาดโลก พร้อมวางรากฐานการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว