เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ สน.ห้วยขวาง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลางซึ่งดูแลเรื่องระบบทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนร่วมกันแถลงข่าว ทลายขบวนการ ‘พ่อไทยทิพย์’
พล.ต.อ.สำราญ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ นอกจากนี้ นายทะเบียนได้ดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนและเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยทุจริตทั้งหมดแล้ว พร้อมประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง
ด้าน นายนฤชา อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลางซึ่งดูแลเรื่องระบบทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศ กล่าวว่า เราตรวจพบความผิดปกติในฐานข้อมูลของระบบทะเบียนราษฎร โดยเฉพาะในเรื่องของการแจ้งเกิดเด็กที่มีแม่เป็นชาวต่างชาติ เมื่อตรวจสอบพบรวมถึงเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้ทราบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่เป็นชาวต่างชาติและมีการอ้างว่าพ่อเป็นคนไทย มีความผิดปกติหลายประเด็น นำไปสู่การสืบสวนสอบสวนจนพบแน่ชัดว่าเป็นการสวมพ่อ (บิดา) อันเป็นเท็จ

นายนฤชา เผยอีกว่า เมื่อตรวจพบจึงได้ดำเนินการปฏิบัติการในวันนี้ การกระทำความผิดวันนี้มุ่งเน้นไปที่การกำชับให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทั้งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการแพทย์ อย่าให้การช่วยเหลือและดำเนินการที่ผิดจากระเบียบกฎหมายขั้นตอนที่ปฏิบัติ มีโทษสถานเดียวคือให้ออกจากราชการและลงโทษวินัยขั้นสูงสุดและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โทษจะต้องมากกว่าบุคคลธรรมดา หากเป็นเจ้าหน้าที่เอกชนจะขอความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งได้มีการพูดคุยเบื้องต้นต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เช่นเดียวกัน
จากเจ้าหน้าที่ระดับโรงพยาบาลนำไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้อนุมัติ อนุญาตเรื่องของทะเบียน หากอยู่ในส่วนกลางคือ สำนักงานเขต หากอยู่ในภูมิภาคคือสำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักท้องถิ่นแล้วแต่ประเภท ยืนยันดำเนินคดีทุกรายให้รับโทษสูงสุด การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ หรือบุคคลจากสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งเท่านั้น แต่จะตรวจสอบทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติอย่างรอบด้าน เพื่อขยายผลไปยังทุกเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ส่วนสาเหตุที่ชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งพยายามขอได้มาซึ่งสัญชาติไทยนั้น อธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า เป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานกำลังศึกษา แต่ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัย และอาจมีปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์หรือการดำเนินธุรกรรมต่างๆ เป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำผิดบางรายใช้วิธีสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้มีองค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการพิจารณาได้สัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีจะไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่ใช้เอกสารหรือได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ แต่จะขยายผลไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารสถานพยาบาล และสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ารู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนสนับสนุนการกระทำผิด ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน กำลังเร่งตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารรับรองการเกิดทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการฝากครรภ์ การทำคลอด ไปจนถึงการออกหนังสือรับรองการเกิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแจ้งเกิดและการออกสูติบัตร พร้อมอธิบายว่า ตามขั้นตอน พยาบาลผู้ทำคลอดจะเป็นผู้บันทึกข้อมูลเด็กและบิดามารดา ก่อนให้แพทย์ผู้ทำคลอดลงนามรับรอง จากนั้นผู้ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลจะนำเอกสารไปแจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียน หากมีการนำบุคคลอื่นมาสวมสิทธิเป็นบิดาหรือมารดา ก็จะทำให้การตรวจสอบของนายทะเบียนเป็นไปได้ยาก และเป็นต้นทางของการกระทำความผิด
รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งอายัดเอกสารที่เกี่ยวข้องจากโรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนใช้เป็นพยานหลักฐาน พร้อมขยายการตรวจสอบไปยังโรงพยาบาลเอกชนกว่า 470 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะไม่มีการกระทำลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองการเกิด
นอกจากนี้ ทันตแพทย์อาคม ยังย้ำว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีหน้าที่กำกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ หากพบแพทย์หรือพยาบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ยังอาจถูกดำเนินการทางวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย
ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 พร้อมชุดจับกุมนำหมายจับเข้าจับกุมนายมงคล อายุ 50 ปี (พ่อทิพย์) ได้ที่ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร กทม. อาชีพรับจ้างทั่วไป และนายอรเมธ อายุ 25 ปี อาชีพเกษตกร (พ่อทิพย์) ได้ที่บ้านพัก อ.สามง่าม จ.พิจิตร พ่อทิพย์ทั้ง 2 คน จับกุมได้เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา



