สาธารณรัฐประชาชนจีน นับวันจะยิ่งมีบทบาทอย่างสูงต่อนานาประเทศ ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคํากราบบังคมทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งการเสด็จฯ เยือนจีนในครั้งนี้ เป็นการกระชับสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ไทย-จีน ให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยเครื่องบินบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และข้าราชการระดับสูงของจีน เฝ้าฯ รับเสด็จ ในโอกาสนี้เด็กชายชาวจีนทูลเกล้าฯ ถวายช่อดอกไม้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเด็กหญิงชาวจีนทูลเกล้าฯ ถวายช่อดอกไม้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้นทรงพระดำเนินผ่านแถวกองทหารเกียรติยศ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังโรงแรมที่ประทับ ไชนาเวิลด์ กรุงปักกิ่ง

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังลานด้านทิศตะวันออกของมหาศาลาประชาชน โดยนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดี และ ศ.เผิง ลี่หยวน ภริยา และข้าราชการระดับสูงของจีน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการยิงสลุตที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน 21 นัด เป็นการแสดงความเคารพระดับสูงสุดตามธรรมเนียมปฏิบัติทางทหารสากล จากนั้นผู้บังคับกองทหารเกียรติยศของจีน กราบบังคมทูลรายงานและเชิญเสด็จไปทรงตรวจแถวทหารเกียรติยศ ซึ่งในโอกาสนี้เด็กชาวจีนที่เฝ้าฯ รับเสด็จ โบกธงชาติไทย ธงชาติจีน ช่อดอกไม้ ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ทักทายเด็กชาวจีนเหล่านี้ จากนั้นเสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพอีกครั้ง และทอดพระเนตรการสวนสนามของกองทหารเกียรติยศ การแปรขบวนของวงดุริยางค์ทหาร
จากนั้น เสด็จฯ เข้ายังอาคารมหาศาลาประชาชน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูตจีน เป็นสถานที่จัดประชุมกับคณะผู้แทนจากต่างประเทศในการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการจัดงานเฉลิมฉลองในวาระสำคัญ ๆ ที่มีประมุขและผู้นำระดับสูงเข้าร่วม ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนและภริยา ที่ด้านหน้าฉากภาพจิตรกรรมจีน และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงของจีน เฝ้าฯ
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทรงคำนับและประทับยืนสงบนิ่งไว้อาลัยวีรชน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับพระประมุข หรือประมุข หัวหน้ารัฐบาล และคณะผู้แทนต่างประเทศระดับสูง ที่เสด็จฯ หรือเดินทางเยือนจีน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังวัดหลิงกวง วัดเก่าแก่ในกรุงปักกิ่งอายุกว่า 1,000 ปี ตลอด 2 ข้างทางมีชาวจีน เฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อเสด็จฯ ถึงวัด พระมหาคณาจารย์เหยี่ยนเจว๋ ประธานพุทธสมาคมจีน พระอาจารย์ฉางจ้าง เจ้าอาวาสวัดหลิงกวง ผู้แทนระดับสูงของสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเลขาธิการพุทธสมาคมจีน เฝ้าฯ รับเสด็จ ในการนี้ ทั้ง 2 พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังวิหารหยวนทง ทรงสักการะพระพุทธรูปพระศากยมุนี ทรงถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ดอกไม้ธูปเทียนแพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ
จากนั้น เสด็จฯ ไปยังวิหารชั้นล่างองค์พระมหาเจดีย์ ทรงสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และพระพุทธรูป 3 องค์ คือ พระทีปังกรพุทธเจ้า พระศากยมุนีพุทธเจ้า พระเมตไตรยพุทธเจ้า ทรงประกอบพิธีสักการะ บรรพชิตจีนเจริญพระพุทธมนต์ ประธานพุทธสมาคมจีนถวายพระพุทธรูปพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้าอาวาสวัดหลิงกวงถวายประติมากรรมพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้นเสด็จฯ ไปยังฐานองค์พระมหาเจดีย์ ทอดพระเนตรภาพจำหลักไม้แสดงพุทธประวัติ และ 500 พระอรหันต์ โดยเจ้าอาวาสถวายคำบรรยาย
สำหรับ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) วัดหลิงกวง รัฐบาลไทยเคยได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวที่ประเทศไทย 2 ครั้ง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้สักการะ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความจริงใจและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของ 2 ประเทศ โดยครั้งแรกในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา 5 ธันวาคม 2545 และครั้งที่ 2 ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสฉลองครบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน

ทั้งนี้ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังเสด็จฯ ไปยังศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กรุงปักกิ่ง ทอดพระเนตรวีดิทัศน์และการจัดแสดงต่าง ๆ อาทิ วีดิทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ โฮโลแกรมหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์รุ่นต้นแบบ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และการสาธิตหุ่นยนต์อัจฉริยะ “เทียนกง” ที่เดินบนพื้นผิวต่าง ๆ ได้หลากหลาย และทอดพระเนตรหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานในด้านต่าง ๆ อาทิ งานด้านอุตสาหกรรม งานด้านการแพทย์ งานบริการต่าง ๆ เช่น ชงกาแฟ พนักงานต้อนรับ และงานส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก ตลอดจน หุ่นยนต์เลียนแบบพฤติกรรมของคนและสิ่งมีชีวิต
ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ทั้ง 2 พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา ทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ ทอดพระเนตรอุปกรณ์เทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ แล้วเสด็จฯ ไปยังแผนก Big Data ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะ การสาธิตการเรียนแบบอัจฉริยะผ่านระบบทางไกล จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ ซึ่งอยู่ในเมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง
และในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะเสด็จฯ กลับประเทศไทย ทั้ง 2 พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้อัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมคู่สมรส และข้าราชการสำนักงานทีมประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง เฝ้าฯ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระสงฆ์และประชาชนชาวไทยที่อยู่ในกรุงปักกิ่ง เฝ้าฯ ส่งเสด็จอย่างใกล้ชิด
การเสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรี ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ และเป็นการกระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ ที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ในหลายมิติต่อไทย.