นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า  ขอแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการห้ามวางจำหน่าย หรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับซึ่งจะมีผลเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบวันที่ 14 ธ.ค.ปีหน้า โดยขณะนี้สหภาพยุโรปได้เริ่มเผยแพร่คู่มือ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการก่อนที่ข้อกำหนด ซึ่งจะช่วยป้องกันและขจัดปัญหาการใช้แรงงานบังคับตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติได้

สำหรับอียู เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไป 1 ล้านล้านบาท และการนำเข้าจากอียูอีก 7 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้ดุลการค้าประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยแรงงานบังคับ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังยุโรปสูงที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องมีความพร้อมในการจัดเตรียมข้อมูลให้กับผู้นำเข้าฝั่งอียู และอาจจำเป็นต้องเตรียมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่า กระบวนการผลิตสินค้าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

นางอารดา กล่าวว่า เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกคู่มือเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ ที่ห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ  หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ไม่ว่าในขั้นตอนการสกัด เก็บเกี่ยว ผลิต รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสายห่วงโซ่อุปทาน  

ทั้งนี้ มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตหน้าที่ ขั้นตอนดำเนินงาน และความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อาทิ หน่วยงานด้านศุลกากรในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกสินค้า และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนค่าปรับที่เหมาะสมกับความผิด รวมถึงแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบสถานะเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าปลอดจากแรงงานบังคับ ตลอดจนแนวทางสำหรับภาคประชาสังคม โดยสามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งผู้เสียหายสามารถร้องเรียนโดยตรงไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอียู