เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พญ.เยาวเรศ กิตติธเนศวร รองผู้อำนวยการด้านทรัพยากรบุคคล พญ.ศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ร่วมกันแถลงข่าว
กรณีพ่อและแม่ เข้าร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณา หลังคลอดลูกชายคลอดก่อนกำหนด โดยการผ่าคลอด มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม และพบว่าปอดติดเชื้อต้องเข้ารักษาในห้อง ICU เด็ก โรงพยาบาลอ่างทอง โดยระหว่างที่เข้าทำการรักษาได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 5 โต๊ะ ภายในห้อง ICU เด็ก ซึ่งมีเด็กที่เพิ่งคลอดประมาณ 5 คน รวมอยู่ในห้องนั้น รวมทั้งลูกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์ พบว่ามีพนักงานเสิร์ฟโต๊ะจีนเข้ามาเสิร์ฟ โดยไม่ได้ป้องกันหรือสวมหน้ากากอนามัยใดๆ หลังจัดงานวันรุ่งขึ้นทำให้เด็กเสียชีวิต ทำให้พ่อและแม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต
จากการตรวจสอบเบื้องต้น โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์

โดยวันที่ 16 ก.ค. 69 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ โดยมารดามีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU) อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจ และระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย
กระทั่งวันที่ 17 ก.ค. 69 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ค. 69 ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิต และใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย
ตำรวจพาพ่อแม่ทารกวัย 5 วันดับ ชี้จุดกล้อง รพ.อ่างทอง เร่งคลี่ปมสาเหตุการเสียชีวิต
ส่วนวันที่ 20 ก.ค. 69 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤติของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้ อย่างไรก็ตามระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้นจึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤติ
ต่อมาวันที่ 21 ก.ค. 69 ผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ได้รับรายงานจึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา เวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา และเวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที กระทั่งเวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่าผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.
จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ ตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม
ด้าน พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์ สสจ.อ่างทอง และทีมแพทย์ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนหลังจากแถลงข่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับเด็กมารักษา หลังจากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ ซึ่งแม่ของเด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้วทั้ง เบาหวาน ความดัน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งหากผลตรวจออกมาว่าทางโรงพยาบาลไม่ผิด ก็ยังไม่ได้คิดถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับ เพราะทางโรงพยาบาลเห็นว่าเป็นผู้สูญเสียลูก เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยขอโทษกันและกัน สุดท้ายนี้ต้องขอความเห็นใจทางโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องถูกพาดพิงต่อว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก.



