เมื่อวันที่ 26 ก.ค. พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. พร้อมคณะพนักงานสอบสวน เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่แปลงที่ดิน น.ส.3 แปลงที่ 915 พื้นที่ หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แปลง ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ บก.ปทส. ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน บริเวณเขาปากเตรียม โดยมี น.ส.วิมลมาศ นุ้ยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน จ.ระนอง ตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะผู้เสียหาย นำชี้ที่เกิดเหตุ
จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่โดยรอบประกอบภาพถ่ายทางดาวเทียม และพิกัดแปลงตามหลักฐานของกรมอุทยานฯ พบว่าสภาพพื้นที่มีความลาดชันประมาณ 65 องศา ไม่พบร่องรอยการปลูกผลอาสิน แต่มีการบุกรุกแผ้วถาง มีร่องรอยการนำต้นไม้ใหญ่ออกจากพื้นที่ และมีการตัดถนนภายในแปลง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้มีการบุกรุกเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินตามความผิด พ.ร.บ.อุทยานฯ โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ขึ้นไปอยู่บริเวณจุดสูงสุดของที่ดิน สามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างสวยงาม

อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนของชุดสืบสวน บก.ปทส. ซึ่งได้ลงพื้นที่สืบสวนในทางลับ รวมถึงมีการเรียกพยานบุคคลในพื้นที่มาสอบสวนปากคำก่อนหน้านี้ พบว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวปัจจุบันถือครองโดยนิติบุคคล และที่ผ่านมามีความพยายามรังวัดแนวเขตเพื่อครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่เศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าว มีการยื่นขอออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. เมื่อ พ.ค. 2537 โดย นายเอียด (สงวนนามสกุล) ที่ขณะนั้นอายุ 57 ปี ราษฎร ต.นาคา กิ่ง อ.สุขสำราญ อ้างสิทธิครอบครอง เอกสาร ส.ค.1 เลขที่ 110/2 เนื้อที่ 6 ไร่ จากบิดา ทำประโยชน์การปลูกมะม่วงหิมพานต์ ยางพารา และสะตอเต็มพื้นที่ ต่อมา ที่ว่าการ กิ่ง อ.สุขสำราญ ได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบแนวเขต มีปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายปกครองและพัฒนา กิ่ง อ.สุขสำราญ เป็นหัวหน้า และกรรมการ 2 คน เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่ดินลงนามรับรองว่า การรังวัดแนวเขตได้ที่ดิน 45 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ไม่ได้อยู่ในแนวเขตป่า, อุทยานฯ หรือพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ และออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. เลขที่ 915 ให้นายเอียด ต่อมามีการนำไปจำนองเป็นประกัน และซื้อขาย เปลี่ยนมือมาแล้ว 5 ครั้ง ล่าสุดที่ดินแปลงดังกล่าวถูกครอบครองโดยบริษัทนิติบุคคล

ทางด้าน พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะร่วมกับผู้เสียหาย คือตัวแทนกรมอุทยานฯ เข้าตรวจที่เกิดเหตุ อีก 2 แปลง คือ แปลง 916 และ 917 อย่างละเอียด เพื่อให้ทราบว่าในเอกสารสิทธิที่มีการกล่าวอ้างการออก น.ส.3 จากเอกสาร ส.ค.1 นั้น มีร่องรอยของการทำกินหรือปลูกผลอาสินตามที่ได้ให้ปากคำไว้หรือไม่ และล่าสุด จากการเรียกพยานสอบปากคำ พบว่าผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 3 แปลง เป็นคนนอกพื้นที่ ที่เข้ามาครอบครองการกว้านซื้อ และครอบครองจากการซื้อทรัพย์จากบังคับคดี ในการสืบสวน พบว่าปัจจุบันที่ดินทั้ง 3 แปลง ถูกเปลี่ยนมือและครอบครองโดยกลุ่มนายทุนไปหมดแล้ว มีชาวบ้านที่ยังถือครองอยู่เพียง 3-4 รายเท่านั้น
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนราษฎรของผู้ที่มีรายชื่อในสารบบที่ดินทั้ง 3 แปลง และมีกำหนดจะเรียกผู้ที่มีรายชื่อในสารบบที่ดินมาสอบสวนปากคำ นอกจากนั้นจะส่งพิกัดและรายละเอียดการตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้ลงพื้นที่พร้อมผู้เสียหายไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดระนอง เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้องแปลงที่ดินตามเอกสาร น.ส.3”




