พร้อมส่งเรื่องให้ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบหวังสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม กดดันให้ กกต. ตัดตอนตัวการใหญ่ ไม่เป่าคดี และส่งศาลฎีกาตัดสิน
รวมถึงหวังใช้กระแสนี้หนุน “พรรคประชาชน” เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หลังสภาสมัยสามัญเปิดทำการปลายเดือน ส.ค.นี้
แต่คล้อยหลังไม่นาน สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อ “ยิ่งชีพ” ยอมรับกลางรายการข่าวชื่อดังว่าไม่มีหลักฐานเด็ดทั้งภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงคำให้การของพยาน รวมถึงผู้สมัคร สว. ที่เล่าต่อกันมา และไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นการนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมาต่อจิ๊กซอว์เท่านั้น
ขณะที่ฝั่งผู้ถูกพาดพิงไม่นิ่งนอนใจ “อนุทิน” ประกาศเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทแบบไม่มีการยอมความ
พร้อมเปิดไฟเขียวให้สมาชิกพรรค และผู้ได้รับความเสียหายใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับ “เจ๊รวย” สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศเอาจริง ฟ้องร้องดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่พูดจาโดยไม่รับผิดชอบ
แรงกดดันทางกฎหมายทำให้ท่าทีที่เคยฮึกเหิมของ “ยิ่งชีพ” เปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก ออกมาโพสต์วิงวอนขอให้ “พรรคภูมิใจไทย” เลิกฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท และหากจะฟ้องจริงๆขอร้องอย่าดำเนินคดีผ่านกลไกตำรวจ แต่ให้ฟ้องศาลโดยตรงแทน พร้อมทั้งขอร้องไม่อยากให้ฟ้องแยกคดี และหลีกเลี่ยงการฟ้องคดีทางไกล
จนถูกมองในแวดวงการเมืองว่ายังไม่ทันได้ขึ้นชกก็ออกอาการกลัวติดคุกเสียแล้ว นับเป็นการเสียเหลี่ยมทางการเมืองอย่างแรง
เปิดช่องให้ “รมต.แบด” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาสอนมวยว่า “น้องเป๋า” กำลังติดกับดักของ“พรรคประชาชน” ที่จงใจปล่อยเรื่องนี้เพื่อกลบกระแสข่าวของ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่กำลังเผชิญคดีเรื่องฟอเร็กซ์ และเพื่อช่วยเหลือ สว. สำรองที่เคลื่อนไหวหวังเลื่อนขึ้นมาเป็น สว.ตัวจริง ซึ่งเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน
อีกทั้งยังส่งผลให้มาตรฐานของไอลอว์ที่เคยขับเคลื่อนงานด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และกระบวนการยุติธรรมต้องเสื่อมถอยลงเพราะลงมาเล่นการเมืองเสียเอง
สอดรับกับความเห็นของ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ที่มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำลายความชอบธรรม โดยระบุว่า การดำเนินการของไอลอว์, พรรคประชาชน, คณะก้าวหน้าของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า และพรรคการเมืองก่อนหน้าอย่าง “พรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่” ล้วนเป็นเครือข่ายเดียวกันที่ร่วมมือกันรณรงค์ส่งบุคคลลงสมัคร สว. ทำงานประสานกันราวกับ “คอหอยกับลูกกระเดือก”
ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายลุกลามไปถึงสำนวนคดี เมื่อ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต. ยอมรับว่าการที่ “ยิ่งชีพ” นำข้อมูลมาเปิดเผยสาธารณะถือเป็นความเสียหายในเชิงรูปคดี ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวแก้เกมทางกฎหมายได้อย่างทันท่วงที
การก้าวพลาดทางการเมืองเช่นนี้ สอนให้รู้ว่าหากต้องการปะทะกับผู้ถืออำนาจ อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่หนักแน่น รอบด้าน มากกว่าพึ่งพาเพียงกระแสข่าว การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกล่าวหาลอยๆ โดยไม่รับผิดชอบผลที่จะตามมา
เพราะสุดท้ายแล้วนอกจากจะเพลี่ยงพล้ำในคดีฮั้วสว. และ “ยิ่งชีพ ” อาจต้อง “พลีชีพ” เสี่ยงรับโทษอาญาตามลำพังแล้วความน่าเชื่อถือและต้นทุนทางสังคมของ “ไอลอว์” ที่สะสมมานานอาจพังทลายจนหมดสิ้น.



