ความสำเร็จของ “ใต้ร่มเย็น” มิได้เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้นำประเทศ ผู้นำด้านความมั่นคง หน่วยงานของรัฐที่หลากหลาย และภาคประชาชนในพื้นที่ โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านความมั่นคงในภาพรวม และผลักดันแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” ผ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ซึ่งวางหลักให้งานการเมืองเป็นแกนหลักของการแก้ไขปัญหาความมั่นคง 

ขณะที่ พล.อ.หาญ ลีนานนท์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนนโยบาย “ใต้ร่มเย็น” สู่การปฏิบัติจริง โดยบูรณาการมาตรการด้านความมั่นคง การพัฒนา และการคุ้มครองประชาชน ส่วน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าว ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ผู้นำศาสนา ประชาชนในพื้นที่ และกลไกด้านการบริหารพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นในเวลาต่อมา เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต่างมีส่วนสำคัญในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาต่อยอดสู่ ‘ยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็นยุคใหม่’ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนในศตวรรษที่ 21 นี้

จากนโยบายและดำริของ นายกรัฐมนตรี สู่ การปฏิบัติ

จากถ้อยแถลงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังเหตุการณ์ความสูญเสียที่จังหวัดนราธิวาส สะท้อนให้เห็นแนวคิดด้านความมั่นคงที่ชัดเจนว่า รัฐบาลมิได้มองเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงเหตุรุนแรงเฉพาะหน้า หากแต่มองว่าเป็นบททดสอบประสิทธิภาพของรัฐทั้งระบบ ตั้งแต่การป้องกัน การปราบปราม การข่าว การเสริมกำลัง การเจรจา และการเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชน แนวทางที่ย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มงวด เฉียบขาด และใช้ทุกมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ 

บทความนี้จึงได้นำแนวนโยบายและดำริของนายกรัฐมนตรีมาออกแบบ “ยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็นยุคใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับ ข้อมูลที่ดีเพื่อการตัดสินใจ ข่าวกรองที่แม่นยำ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงเป้าหมาย การตัดวงจรเครือข่ายผู้ใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ควบคู่กับการรักษาความชอบธรรมของรัฐ ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายสูงสุดมิใช่เพียงการตอบโต้หลังเกิดเหตุ แต่คือ การเรียกคืนความมั่นใจของประชาชนและสร้างความสงบอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจเดียวกับบทความนี้ และเป็นรากฐานสำคัญของ “ยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็นยุคใหม่” ที่มุ่งสร้างสันติสุขด้วยประสิทธิภาพของรัฐและความร่วมมือของประชาชนทั้งประเทศ

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะเคยมีบทเรียนแห่งความสำเร็จจาก “ยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็น” ที่ควรนำมาต่อยอดให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมิได้เป็นเพียงการก่อเหตุของบุคคล แต่เป็น “ระบบการก่อความไม่สงบ” ที่เชื่อมโยงการใช้อาวุธ การวางแผน การสนับสนุน การเงิน การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมทั้งในพื้นที่และโลกไซเบอร์ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องเปลี่ยนจากการ “ควบคุมเหตุเมื่อเกิด” ไปสู่การ “ถอนรากถอนโคนระบบความรุนแรงทั้งระบบ” โดยอาศัย 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ (1) ข่าวกรองและข้อมูลนำการตัดสินใจ (2) การบังคับใช้กฎหมายเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบ (3) การใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล (4) การพัฒนาและความเป็นธรรม (5) การสื่อสารภายใต้หลัก “เอาความจริงมาก่อน ความไว้วางใจจึงตามมา” และ (6) การมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมเสนอให้จัดตั้ง Thailand Regional Unified Security and Threat Fusion Center (TRUST Fusion Center)  เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง ข่าวกรอง คดีอาญา การพัฒนา และข้อมูลสังคมจากทุกหน่วยงาน วิเคราะห์เครือข่าย ตรวจจับความเสี่ยง แจ้งเตือนล่วงหน้า ติดตามผลการดำเนินคดี และประเมินระดับความเชื่อมั่นของประชาชนจากฐานข้อมูลเดียว

การแก้ไขปัญหาจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถ แยกผู้ใช้ความรุนแรงออกจากผู้ใช้สิทธิเสรีภาพโดยสุจริต ไม่เหมารวมผู้เห็นต่าง นักสิทธิมนุษยชน ทนายความ สื่อมวลชน หรือภาคประชาสังคมว่าเป็นผู้สนับสนุนความรุนแรงโดยปราศจากหลักฐาน เพราะการเหมารวมจะบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐและผลักประชาชนออกห่างจากรัฐมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐต้องยกระดับการสื่อสารจากการโต้ตอบข่าวลือหรือปิดกั้นข้อมูล ไปสู่การสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรม เพราะ ชัยชนะที่ยั่งยืนมิใช่เพียงการลดจำนวนเหตุรุนแรง แต่คือการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐมีทั้งความสามารถ ความเป็นธรรม และความจริงใจในการปกป้องชีวิต สิทธิเสรีภาพ และอนาคตของทุกคน เมื่อรัฐสามารถ ชนะคน ชนะข้อมูล และชนะความไว้วางใจ ได้ สันติสุขก็จะไม่ใช่เพียงนโยบายของรัฐบาล หากจะกลายเป็น มรดกร่วมของคนไทยทั้งชาติ

ปรับปรุงกฎหมาย : กลไกสำคัญในการถอนรากถอนโคนระบบความรุนแรง

บทเรียนจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินคดีตามกฎหมายทั่วไปมักมุ่งเอาผิด “ผู้ลงมือก่อเหตุ” เป็นรายบุคคล ขณะที่รูปแบบการก่อเหตุในปัจจุบันมีลักษณะเป็นเครือข่ายที่แบ่งหน้าที่กันอย่างซับซ้อน ทั้งการวางแผน การจัดหาเงินทุน การจัดหาอาวุธ การสื่อสาร การหาข่าว การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และการอำพรางพยานหลักฐาน ดังนั้น การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมที่กระทำเป็นองค์กร จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้รัฐสามารถถอนรากถอนโคนโครงสร้างของเครือข่ายความรุนแรงได้ทั้งระบบ มิใช่เพียงจับกุมผู้ปฏิบัติการในแต่ละเหตุการณ์

เสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมหรือการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงที่มีแนวคิดสำคัญในการขยายกรอบการดำเนินคดีจากผู้ลงมือกระทำผิด ไปสู่ผู้ร่วมวางแผน ผู้สนับสนุน ผู้จัดหาเงินทุน ผู้ให้ความสะดวก และผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมร้ายแรง ภายใต้หลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมที่ตรวจสอบได้ หากได้รับการออกแบบและบังคับใช้อย่างเหมาะสม กฎหมายลักษณะนี้จะช่วยให้

  • เปลี่ยนการสืบสวนจากการมุ่งจับผู้กระทำผิดรายบุคคล ไปสู่การสืบสวนเชิงเครือข่าย (Network-Based Investigation) 
  • เชื่อมโยงข้อมูลบุคคล การเงิน การสื่อสาร และพยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อเปิดเผยโครงสร้างขององค์กรอาชญากรรม 
  • ดำเนินคดีกับผู้วางแผน ผู้สนับสนุน ผู้จัดหาเงินทุน และผู้ให้ความสะดวก 
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งการก่อเหตุ ก่อนที่ความรุนแรงจะเกิดขึ้น 

แต่ความท้าทายคือ กฎหมายลักษณะนี้ย่อมกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในบางประการ จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักประกันทางกฎหมายที่เข้มแข็ง เพื่อให้การใช้อำนาจของรัฐเป็นไปตามหลักนิติธรรม มีความได้สัดส่วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งการอนุญาตโดยศาล การกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระ การจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ การปรับปรุงกฎหมายควรมุ่งสร้าง “กฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการถอนรากถอนโคนเครือข่ายความรุนแรง พร้อมรักษาความชอบธรรมของรัฐ” ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอำนาจของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น ทุกมาตรการพิเศษควรมีหลักประกันที่ชัดเจน ได้แก่ มีเหตุอันควรเชื่อที่ตรวจสอบได้ และตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่เพียงพอ อยู่ภายใต้การอนุญาตหรือการกำกับดูแลของศาลตามที่กฎหมายกำหนด กำหนดระยะเวลาการใช้อำนาจไว้อย่างชัดเจน และไม่เกินความจำเป็น มีมาตรการคุ้มครองและทำลายข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย และมีการรายงานผลการใช้อำนาจและสถิติที่เกี่ยวข้องต่อรัฐสภาและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น 

สำหรับผมแล้ว สาระสำคัญในมิตินี้คือ กฎหมายที่ดีมิใช่กฎหมายที่ให้อำนาจรัฐมากที่สุด แต่คือกฎหมายที่ทำให้รัฐสามารถถอนรากถอนโคนเครือข่ายความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และความไว้วางใจของประชาชน เพราะชัยชนะที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากอำนาจที่กว้างขึ้น หากเกิดจากอำนาจที่ใช้อย่างแม่นยำ เป็นธรรม และตรวจสอบได้

อย่ายุบ ศอ.บต. แต่ให้ปรับปรุงต่อยอด

แผน ศอ.บต. เน้นการพัฒนา การยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม การลดความเหลื่อมล้ำ การมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ แผนยังมีโครงสร้างราชการครอบคลุมทั้งงานยุทธศาสตร์ งานพัฒนาพื้นที่ งานฝ่ายพลเรือน งานพัฒนาเพื่อความมั่นคง การต่อต้านการทุจริต และการพัฒนาบุคลากร แผนนี้ตอบโจทย์ด้านความรู้สึกเป็นธรรม อัตลักษณ์ คุณภาพชีวิต และความเป็นเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดการผลิตแนวร่วมในระยะยาว แต่ แผนจำนวนมากยังวัดผลด้วยจำนวนโครงการ จำนวนผู้เข้าร่วม และการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งการวัดแบบนี้จะอยู่เพียงระดับของผลผลิต (Output) เท่านั้น ยังไม่ถึงระดับของผลลัพธ์และผลกระทบ (Outcome และ Impact) 

ผมจึงเสนอว่า “อย่ายุบ ศอ.บต. แต่ให้ปรับปรุงและต่อยอด” โดยตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น ความไว้วางใจต่อรัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ เยาวชนที่เสี่ยงถูกชักชวนลดลงหรือไม่ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยลดลงหรือไม่ ประชาชนกล้าแจ้งเบาะแสมากขึ้นหรือไม่ รายได้และโอกาสของครัวเรือนเปราะบางดีขึ้นจริงหรือไม่ การพัฒนาช่วยลดพื้นที่สนับสนุนความรุนแรงได้หรือไม่

วิเคราะห์กองกำลังและเครือข่ายก่อความไม่สงบ 

วันนี้ BRN ถูกนำเสนอในฐานะขบวนการที่มีศักยภาพสูงที่สุด เพราะมีลักษณะสำคัญคือ มีทิศทางยุทธศาสตร์ระยะยาว แบ่งงานระหว่างปฏิบัติการติดอาวุธ การเมือง มวลชน และข้อมูลข่าวสาร มีเครือข่ายระดับพื้นที่ ปรับรูปแบบการก่อเหตุเพื่อลดหลักฐาน ใช้ความหวาดกลัวควบคุมความร่วมมือของประชาชน เชื่อมโยงการต่อสู้ในพื้นที่กับเวทีระหว่างประเทศ แนวทางแก้ไขแบบถอนรากถอนโคน ภายใต้ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ “ใต้ร่มเย็นยุคใหม่”

ทางแก้คือ เติมเต็มสิ่งที่ยุทธศาสตร์เดิมยังขาด (Bridging Strategic Gaps)

“ประเทศไทยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ต้องต่อยอดบทเรียนแห่งความสำเร็จในอดีต สู่ยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็นยุคใหม่”

ช่องว่างที่ 1: รู้ว่าใครลงมือ แต่ยังไม่เห็นระบบทั้งหมด

รัฐมักดำเนินคดีเป็นรายเหตุและรายบุคคล ขณะที่เครือข่ายฝ่ายตรงข้ามทำงานเป็นระบบ ข้อเสนอคือ สร้าง “ระบบบริหารจัดการคดีแบบเชื่อมโยงเครือข่าย” (Network Case Management) ให้คดีทุกเหตุเชื่อมโยงข้อมูลบุคคล พาหนะ อาวุธ ระเบิด โทรศัพท์ เงินทุน สถานที่ และความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน

ช่องว่างที่ 2: มีข้อมูลมาก แต่ขาดการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วม

ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ศอ.บต. และหน่วยข่าวกรองต่างมีข้อมูลของตนเอง แต่ข้อมูลไม่ถูกจัดเป็นภาพความเสี่ยงร่วม ข้อเสนอ จัดตั้ง Thailand Regional Unified Security and Threat Fusion Center (TRUST Fusion Center) ชื่อศูนย์แห่งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือ ความเชื่อมั่นวางใจของประชาชน ภายใต้กฎหมายและการกำกับด้านข้อมูลส่วนบุคคล ทำหน้าที่ รวมข้อมูลจากทุกหน่วย วิเคราะห์เครือข่าย ตรวจจับรูปแบบความเสี่ยง แจ้งเตือนล่วงหน้า ติดตามผลคดี วัดความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน 

ช่องว่างที่ 3: ข่าวกรองยังเน้นหลังเกิดเหตุ

นโยบายระบุถึงการข่าวเชิงป้องกัน แต่ระบบปฏิบัติยังมีลักษณะรอเหตุแล้วจึงขยายผล ข้อเสนอคือ เปลี่ยนจาก “การข่าวเมื่อเกิดเหตุ” (Incident Intelligence) ไปสู่ “การข่าวเพื่อการคาดการณ์และป้องกัน” (Predictive and Preventive Intelligence) ตัวชี้วัดไม่ใช่เพียงจับได้กี่คน แต่ต้องวัดว่า ป้องกันเหตุได้กี่เหตุ ลดพื้นที่เสี่ยงได้เท่าใด

ลดเวลาในการแจ้งเตือนได้กี่นาที เพิ่มข้อมูลจากชุมชนได้เท่าใด

ช่องว่างที่ 4: การพัฒนายังไม่ผูกกับความเสี่ยง

บางพื้นที่ได้รับโครงการจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้เห็นชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนจะเพิ่มขึ้นหรือการผลิตแนวร่วมการก่อความไม่สงบจะลดลง ข้อเสนอคือ จัดงบประมาณตามตัวชี้วัด “สันติสุขและความเสี่ยง” (Peace and Risk Budgeting Index) โดยพิจารณา ความรุนแรง ความยากจน การว่างงานของเยาวชน การออกจากระบบการศึกษา ความรู้สึกไม่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นต่อรัฐ ความพร้อมของผู้นำชุมชน และความเสี่ยงต่อการชักชวนเข้าสู่ความรุนแรง

ช่องว่างที่ 5: รัฐตอบข้อมูลช้าและเป็นภาษาราชการ

เมื่อรัฐชี้แจงช้า ข่าวลือ ข่าวปลอมจากฝ่ายตรงข้ามและการตีความจะกลายเป็นความจริงในความรู้สึกของประชาชน ข้อเสนอคือ สร้างระบบตอบโต้ด้วยความจริงภายในชั่วโมงของการแพร่ข่าวปลอม (Truth Within Hours) ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ต้องมี ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว สิ่งที่ยังไม่ทราบ สิ่งที่รัฐกำลังดำเนินการ ช่องทางแจ้งเบาะแส ข้อมูลเยียวยาประชาชน และการสื่อสารเป็นภาษาไทยและภาษามลายูถิ่น

ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ผมเสนอให้ทุกหน่วยน้อมนำ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” มีดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: ความไว้วางใจต้องมาก่อน (Trust First) 

รัฐต้องทำให้ประชาชนรู้ว่า การให้ข้อมูลแก่รัฐจะไม่ทำให้ตนเองและครอบครัวตกอยู่ในอันตราย

มาตรการสำคัญ ได้แก่ ระบบแจ้งเบาะแสแบบไม่เปิดเผยตัวตน การคุ้มครองพยานได้จริง การย้ายที่อยู่ชั่วคราว เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ประสานงานประจำครอบครัว และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลผู้แจ้งเบาะแส

ยุทธศาสตร์ที่ 2: หยุดการผลิตแนวร่วมรุ่นใหม่ (Prevent Recruitment) 

“อย่า” เหมารวมปอเนาะ ตาดีกา หรือสถานศึกษาศาสนาเป็นภัย แต่ควรร่วมมือกับครู ผู้นำศาสนา ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อความรุนแรง มาตรการ ได้แก่ หลักสูตรคิดวิเคราะห์และรู้เท่าทันสื่อ ทุนการศึกษาและงานสำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง พื้นที่แสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกกล่าวหา ทีมสหวิชาชีพดูแลครอบครัวเปราะบาง และเครือข่ายเยาวชนสันติสุขในทุกอำเภอ

ยุทธศาสตร์ที่ 3: ตัดให้ถึงเครือข่าย (Network Disruption)

เป้าหมายคือทำลายความสามารถในการก่อเหตุ มิใช่สร้างจำนวนผู้ถูกจับ ต้องติดตาม 6 เส้นทาง ได้แก่ คน เงิน อาวุธและวัตถุระเบิด พาหนะและสถานที่ การสื่อสาร และการช่วยเหลือก่อนและหลังเกิดเหตุ

ยุทธศาสตร์ที่ 4: เหนือกว่าด้วยข้อมูล (Information Superiority

การสร้างความได้เปรียบด้านข้อมูลต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากทุกแหล่ง ทั้งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยควรพัฒนาขีดความสามารถด้าน การข่าวจากแหล่งข้อมูลเปิด (Open-Source Intelligence) การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis)ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของคดี ระบบแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า และ การวิเคราะห์ความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชน 

อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีต้องยึดหลัก “คุ้มครองสิทธิตั้งแต่การออกแบบระบบ” โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนา และการใช้งานระบบ มิใช่รอแก้ไขเมื่อเกิดการละเมิดขึ้นแล้ว

ยุทธศาสตร์ที่ 5: แข่งขันกันด้วยคุณภาพการปกครอง (Competitive Governance) ยุทธศาสตร์นี้สำคัญอย่างยิ่ง บางทีรัฐอาจจะชนะได้โดยไม่ต้องฆ่ากันอีกต่อไป 

รัฐต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐให้ความยุติธรรมได้เร็วกว่า รัฐดูแลผู้บาดเจ็บได้ดีกว่า รัฐสร้างงานได้จริงกว่า

รัฐรับฟังมากกว่า รัฐคุ้มครองผู้เห็นต่างได้ และรัฐลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดได้ นี่คือการแข่งขันเพื่อความชอบธรรม ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านกำลัง

ยุทธศาสตร์ที่ 6: รัฐบาลเดียว ยุทธศาสตร์เดียว ข้อมูลเดียว (Unified Government) 

ควรมีเจ้าภาพระดับชาติคนเดียวรับผิดชอบผลลัพธ์ และมีโครงสร้าง 3 ระดับ ระดับนโยบาย: กำหนดเป้าหมายและแก้ข้อขัดแย้งระหว่างหน่วย ระดับข้อมูล: สร้างภาพสถานการณ์ร่วม ระดับพื้นที่: ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ ผู้บังคับหน่วยทหาร และ ศอ.บต. ใช้แผนเดียวกัน

ข้อเสนอมาตรการปฏิบัติการเร่งด่วน 100 วัน

  1. ทบทวนทุกเหตุรุนแรงสำคัญย้อนหลังเพื่อหาเครือข่ายร่วม
  2. จัดทำบัญชีความเสี่ยงของจุดตรวจ ฐานปฏิบัติการ โรงเรียน ตลาด และศาสนสถาน
  3. เชื่อมฐานข้อมูลบุคคล พาหนะ อาวุธ โทรศัพท์ และคดี
  4. จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า
  5. ตรวจสอบระบบคุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแส
  6. จัดทีมสอบสวนคดีความมั่นคงเฉพาะทาง
  7. จัดระบบสื่อสารข้อเท็จจริงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
  8. เปิดเวทีรับฟังเยาวชน ผู้นำศาสนา สตรี และประชาชนทุกกลุ่ม
  9. ประเมินผลโครงการพัฒนาว่าลดความเสี่ยงจริงหรือไม่
  10. รายงานต่อสาธารณะด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์ ไม่ใช่จำนวนกิจกรรม

ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ควรใช้ ได้แก่ เหตุรุนแรงและผู้เสียชีวิตลดลง อัตราคลี่คลายคดีเพิ่มขึ้น เวลาตอบสนองต่อเหตุลดลงการแจ้งเบาะแสจากประชาชนเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นต่อรัฐเพิ่มขึ้น ความหวาดกลัวลดลง เยาวชนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่การศึกษาและงานเพิ่มขึ้น จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำลดลง จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมเพิ่มขึ้น และพื้นที่ที่สามารถลดมาตรการพิเศษได้เพิ่มขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากการ “ควบคุมเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การ “ถอนรากถอนโคนระบบความรุนแรง” จากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การบูรณาการทั้งประเทศ และจากการมุ่งเอาชนะผู้ก่อเหตุ ไปสู่การชนะใจประชาชนทั้งพื้นที่ เพราะเมื่อรัฐสามารถชนะคน ชนะข้อมูล และชนะความไว้วางใจได้ สันติสุขจะไม่ใช่เพียงนโยบายของรัฐบาล แต่จะกลายเป็นมรดกร่วมของคนไทยทั้งชาติ และส่งต่อความมั่นคงอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไป

บทความโดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)  ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม