เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัวแทนกลุ่มผู้เดือดร้อนเสียหายจากโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ จำนวน 35 หลังคาเรือน นำโดย นางสาวสุรีย์ญา แสงรอด ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนกลาง เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้เร่งรัดตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในหนังสือร้องเรียนระบุว่า

1.ขอให้ ป.ป.ช. ส่วนกลาง รับเรื่องและเร่งรัดการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีอาญา ต่อเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในฐานความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157 และ 162) ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พยายามกรรโชกทรัพย์ ความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ตลอดจนขอให้ดำเนินคดีกับองค์กรและเอกชนที่เกี่ยวข้องในฐานะ “ตัวการร่วม” หรือ “ผู้สนับสนุน” โดยขอให้รวมเป็นสำนวนคดีขบวนการเดียวกัน และประสานงานร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)

2.ขอให้ ป.ป.ช. ส่วนกลาง เข้ามากำกับดูแลและไต่สวนคดีด้วยตนเอง แทน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อทบทวนและเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมที่เคยระบุว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่ง รวมถึงให้ใช้อำนาจเรียกพนักงานสอบสวนในพื้นที่มาชี้แจง และสั่งส่งมอบสำนวนคดีอาญาเข้าสู่การไต่สวนของ ป.ป.ช. ส่วนกลางโดยด่วนที่สุด เพื่อป้องกันการประวิงเวลาและบิดเบือนข้อเท็จจริงในระดับท้องที่

3.ขอให้บูรณาการทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ในการสืบสวนสอบสวนขยายผล เอาผิดผู้กระทำความผิดทั้งขบวนการ เพื่ออำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของราษฎรผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นางสาวสุรีย์ญา กล่าวว่า มูลเหตุความเดือดร้อนและข้อสงสัยในกระบวนการ กลุ่มผู้เดือดร้อนหมู่บ้านออมทอง ระบุว่า ปัญหาเกิดจากการทำสัญญาเช่าสร้างอาคารพักอาศัยระหว่างวัดดัง จ.สมุทรปราการ กับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นสัญญาที่ประชาชนไม่เคยรับรู้ แต่กลับมีการแอบอ้างสิทธิตามสัญญาดังกล่าวมาบีบบังคับ รวบรัด และข่มขู่ขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากที่อยู่อาศัย มีการออกหนังสือขู่ฟ้องขับไล่ประชาชนไปแล้วมากกว่า 10 หลังคาเรือน

นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์สงสัยในกระบวนการสอบสวนของตำรวจท้องที่ที่อาจมีการลงวันที่รับแจ้งความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพื่อประวิงเวลา ส่งผลให้คดีค้างเก่าเกินกว่า 1 ปี รวมถึงการละเว้นไม่บรรจุบัญชีรายชื่อผู้เสียหายเข้าในสารบบสำนวน ซึ่งเข้าข่ายการช่วยลดทอนความร้ายแรงของคดี จากคดีอาญาแผ่นดินฐานฉ้อโกงประชาชนให้กลายเป็นเพียงข้อพิพาทส่วนบุคคล โดยได้แจ้งความไว้ตั้งแต่เดือน ก.ค.68 แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า จึงเดินทางมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ส่วนกลาง เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้ามาคลี่คลายคดี และคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป