เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ห้องประชุมสำนักงานเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีการประชุมพระสังฆาธิการ ระดับเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถาเปิดการประชุม ว่า การรับภารธุระ บริหารกิจการพระพุทธศาสนา เจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกรูป ต้องครอง “พรหมวิหารธรรม” อย่างครบถ้วนและได้ดุลยภาพทั้ง 4 ประการ ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีธรรมสำคัญประการต้น ได้แก่ เมตตา คือ พึงเจริญความปรารถนาดี ต้องการจะทำให้ดี หรือความต้องการที่จะทำให้กิจการทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ ปราศจากข้อบกพร่องก่อน ในสถานการณ์ปัจจุบัน เจ้าคณะพระสังฆาธิการ พึงรู้จักรักษากิริยา วาจา และจิตใจตน มิให้แปรปรวนรวนเรไปตามสมมุติจนเสียสมณสารูป จนวิบัติไปจากสมณภาวะ ท่านเจ้าคณะสังฆาธิการทุกรูป ได้ชื่อว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ด้วยกันแล้วทุกรูป ขอท่านจงรักษาความเป็นผู้ใหญ่นั้นไว้ เพื่อให้ผู้น้อย และมหาชนทั้งหลาย ชื่นชม กราบไหว้ และประพฤติปฏิบัติตามจริยาของท่านได้อย่างสนิทใจ ด้วยการที่ท่านต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างแห่งการประพฤติปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทั้งต้องหมั่นศึกษา ครองตน และบริหารงาน ตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศคณะสงฆ์ และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช อยู่ทุกเมื่อ

เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กล่าวต่อไปว่า ขออย่าได้ย่อหย่อน เกียจคร้าน หรือท้อถอยในศาสนกิจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคณะพระสังฆาธิการเป็นอันขาด ขอกำชับให้ท่านเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เร่งการสนองพระสังฆราโชบาย ในเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา จำนวน 12 ประการ มาเป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนงานคณะสงฆ์ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมกิจกรรมที่บิดเบือนจากหลักพระพุทธศาสนา และพึงติดตามการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลของคณะสงฆ์ ซึ่งมุ่งเน้นแก่นแท้พระพุทธศาสนา คุมเข้มไสยศาสตร์และวัตถุมงคล พึงร่วมกันธำรงรักษาและเชิดชูหลักการพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นการเผยแผ่คำสอนที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ยึดหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการควบคุมและลดกิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงเร่งการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับพระภิกษุสามเณร วัด และการบริหารงานคณะสงฆ์ให้เป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย บูรณาการศาสตร์สมัยใหม่ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยถูกต้องตามพระวินัย

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าวอีกว่า การรักษาเกียรติภูมิคณะสงฆ์ พระสังฆาธิการทุกรูปย่อมทราบดีว่า ท่านมีหน้าที่อย่างไรตามพระธรรมวินัย ตลอดจนกฎหมายบ้านเมือง และกฎระเบียบของคณะสงฆ์ จึงขอกำชับให้ทุกท่าน เคร่งครัดในจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งเชื่อว่า ท่านได้ศึกษากันมาแล้วเป็นอย่างดี เพราะบรรดาภาระหน้าที่ที่ท่านจะปฏิบัตินั้น ล้วนต้องมีจริยาเป็นเครื่องกำกับอยู่เสมอ และขอให้ช่วยกันกำชับพระอุปัชฌาย์ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ เอาใจใส่พิจารณาคุณสมบัติของกุลบุตรให้ถี่ถ้วน ครั้นถ้าบวชแล้วก็ต้องอบรมสั่งสอน กวดขันความประพฤติของสัทธิวิหาริก อย่าได้บวชทิ้งบวชขว้าง ไม่กำกับดูแล ซึ่งนับเป็นการทำผิดหน้าที่และผิดจริยาพระอุปัชฌาย์ มีโทษทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จึงขอฝากให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นกำลังพิทักษ์ รักษาคณะสงฆ์ ด้วยการทำหน้าที่ พระสังฆาธิการอย่างถูกต้อง ครบถ้วนเสมอไป



