ไอศกรีมหนึ่งไพนต์ราคา 15 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 500 บาท อาจดูเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับผู้คนจำนวนมาก แต่ในสหรัฐ ไอศกรีมโฮมเมดระดับพรีเมียมกลับได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นมีลูกค้าต่อคิวรอรับสินค้าทุกสัปดาห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความชื่นชอบในรสชาติแปลกใหม่ แต่ยังเป็นภาพแทนของโครงสร้างเศรษฐกิจอเมริกันที่ซับซ้อนและเหลื่อมล้ำมากขึ้นในยุคหลังการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19


หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับความสนใจ คือ A to Z Creamery ที่เมืองฮอปกินส์ ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งก่อตั้งโดยแซก วรา อดีตพนักงานฝ่ายขายที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่เมื่อปี 2563 เขาเริ่มทดลองทำไอศกรีมจากเครื่องขนาดเล็กที่มารดามอบให้ และเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเน้นรสชาติที่แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป เช่น ไอศกรีมชีสเชดดาร์ผสมคาราเมลและป๊อปคอร์น หรือไอศกรีมเค้กพร้อมบัตเตอร์ครีม ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และพัฒนาจากงานอดิเรกสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบ


รูปแบบการจำหน่ายของร้านอาศัยระบบ “ดร็อป” หรือการเปิดขายเป็นรอบ ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้าและมารับสินค้าตามวันเวลาที่กำหนด กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความรู้สึกพิเศษให้สินค้า แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากนำไปปรับใช้ในยุคดิจิทัล


ความสำเร็จของร้านสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงโควิด-19 เมื่อผู้คนไม่สามารถเดินทางรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมบันเทิงได้ เงินจำนวนมากจึงถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการภายในบ้าน รวมถึงสินค้าหัตถกรรม อาหารพิเศษ และผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มที่ได้รับความนิยมผ่านสื่อสังคมออนไลน์


หลังสถานการณ์คลี่คลาย แนวโน้มการใช้จ่ายไม่ได้กลับสู่รูปแบบเดิมทั้งหมด แต่เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “เศรษฐกิจแบบ YOLO” (You Only Live Once) ซึ่งผู้คนจำนวนหนึ่งเลือกใช้เงินกับประสบการณ์หรือสินค้าที่สร้างความสุขในชีวิต เพราะตระหนักว่าชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ไอศกรีมรุ่นลิมิเต็ด หรือสินค้าเฉพาะช่วงเวลาจึงได้รับความสนใจ แม้มีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปหลายเท่าตัว


อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าคนอเมริกันทุกกลุ่มมีฐานะดีขึ้น ตรงกันข้าม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันมีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจรูปตัว K” กล่าวคือ คนรายได้สูงได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น มูลค่าทรัพย์สินที่ขยายตัว และรายได้ที่เติบโต ทำให้ยังสามารถใช้จ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยได้ ขณะที่คนรายได้น้อยยังเผชิญภาระค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน


แม้ไอศกรีมราคาแพงจะถูกมองว่าเป็นสินค้าสำหรับผู้มีรายได้สูง แต่ผู้ประกอบการหลายรายยืนยันว่า ลูกค้าของพวกเขามีความหลากหลาย ทั้งคนฐานะดีและผู้ที่ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย หลายคนยอมซื้อไอศกรีมราคาแพงเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี เพื่อเป็น “รางวัลเล็ก ๆ” ให้กับตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Little Treats Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งการให้รางวัลตัวเองด้วยความสุขเล็กน้อย แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ


แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่มอบคุณค่าทางจิตใจ มากกว่าการบริโภคเพื่อความจำเป็นเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น สินค้าทำมือ และการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันธุรกิจขนาดเล็กให้เติบโต แม้ต้องแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน


ท้ายที่สุด ไอศกรีมราคา 15 ดอลลาร์สหรัฐ อาจไม่ได้เป็นเพียงของหวานธรรมดา แต่สะท้อนทั้งพฤติกรรมการบริโภค ความเหลื่อมล้ำของรายได้ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ และค่านิยมของผู้บริโภคอเมริกันในยุคหลังโควิด ที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ความสุข และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความไม่แน่นอนก็ตาม.


เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ จากเรื่อง What a $15 pint of ice cream says about the economy

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES