หลังภาษีนำเข้าสหรัฐภายใต้มาตรา Section 122 สิ้นสุดลง วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สหรัฐเดินหน้าบังคับใช้ภาษีนำเข้ามาตรา 301 สำหรับประเด็นการขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) ต่อในทันที กับ 60 ประเทศ

ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะถูกสหรัฐ จัดเก็บภาษีจากประเด็นดังกล่าว ในอัตรา 12.5%  ขณะที่บางประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ถูกจัดเก็บในอัตรา 10%

[ภาษีสหรัฐ มาตรา 301 ยกเว้นสินค้าใด?]

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาษีนำเข้ามาตรา 301 จากประเด็นแรงงานบังคับ ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพผลต่อธุรกิจไปจากเดิมที่โดนมาตรา 122 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ สินค้ากลุ่มที่โดนมาตรา 232 และที่เดิมได้รับยกเว้นภาษี ในรอบนี้ก็ยังไม่ได้เข้าข่ายโดน

สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสหรัฐตามมาตรา 301 ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และทองแดง รวมถึงวัตถุดิบสำคัญ น้ำมัน ก๊าซ เครื่องบินและชิ้นส่วน แร่สำคัญ และสินค้าบางรายการที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอของบางประเทศได้รับสิทธิผ่านระบบ Tariff-Rate Quota (TRQ) ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

[ผลต่อธุรกิจตามมาตรา 301]

ดังนั้น ผลต่อธุรกิจ จากมาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor คงจะแตกต่างกันในประเภทสินค้า ดังนี้

  • กลุ่มที่ยังมีความได้เปรียบด้านราคา แม้ไทยจะพึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนสูง แต่ราคาที่สหรัฐนำเข้าต่อหน่วย หลังรวมภาษีแล้ว ยังต่ำกว่าคู่แข่งหลัก เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องประดับเงิน ทูน่ากระป๋อง และเครื่องซักผ้า
  • กลุ่มที่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง นอกจากจะพึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนสูง และราคาที่สหรัฐนำเข้าต่อหน่วยหลังรวมภาษีแล้ว ยังสูงกว่าคู่แข่งหลัก เช่น เครื่องจักร อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว และกุ้งแปรรูป (ไม่รวมกุ้งกระป๋อง)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แม้บางธุรกิจจะเผชิญความเสี่ยงจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง แต่อาจมีปัจจัยหนุนเฉพาะที่ทำให้สินค้ายังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งไทยเน้นผลิตและส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพ (Premium Product)

รวมถึงสินค้าที่เกาะไปกับเทรนด์โลก หรือเครื่องจักร ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ คาดยังเติบโตได้ จากการที่มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการเก็บภาษีนำเข้ามาตรา 301 ในประเด็น Structural Excess Capacity เพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)

[ติดตามความเสี่ยง]

สำหรับ ประเทศไทย ความเสี่ยงที่ควรติดตาม มากกว่า Forced Labor คือการสอบสวนกรณี Structural Excess Capacity ซึ่ง USTR ยังไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ 

หากสหรัฐเห็นว่าประเทศใดใช้นโยบายอุตสาหกรรมหรือการอุดหนุนจนก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและบิดเบือนการแข่งขัน ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง

[ไทยเตรียมพร้อมอย่างไร?]

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การใช้มาตรา 301 รอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานการค้าของสหรัฐ มากกว่าการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว 

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อม ทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับมาตรฐานแรงงาน และการติดตามความคืบหน้าของการสอบสวน Structural Excess Capacity ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยในระยะต่อไป