เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นางจตุพร แสงหิรัญ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการใช้มาตรการพิเศษในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 3 ซึ่งสำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุดจัดขึ้น

นางจตุพร รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกงออนไลน์ คดีค้ามนุษย์ และคดียาเสพติด ซึ่งเป็นการดำเนินการในลักษณะองค์กรและมีส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดในต่างประเทศ รวมทั้งมีผู้กระทำผิดจำนวนมากเป็นลำดับชั้นความสำคัญในองค์กร แม้จะมีกฎหมายเฉพาะบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2556 แต่ผู้ปฏิบัติงานต่างทราบดีว่าการบังคับใช้มาตรการพิเศษในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาและข้อจำกัดในหลายด้านที่ทำให้ยังไม่สามารถขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญของโครงการฯ หลังจากที่ได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นและระดมสมองในการสัมมนาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา จึงทำให้ได้ทราบถึงสภาพปัญหา อุปสรรค และช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ จนประมวลผลออกมาเป็นผลการศึกษาและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขสำหรับพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

สำหรับผลจากการวิพากษ์ในวันนี้ จะนำไปสู่ผลผลิตทางวิชาการและแนวทางพัฒนากฎหมาย เพื่อให้สามารถนำมาตรการพิเศษต่างๆ ตามกฎหมายนี้ไปปฏิบัติงานได้จริง ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและรูปแบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงมาตรการพิเศษต่างๆ ที่เคยเขียนไว้ในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ควรปรับปรุงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานในต่างประเทศที่ได้มาอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ครบถ้วน มีความถูกต้องน่าเชื่อถือของพยานอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้มาตรการพิเศษของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ควรมีแนวทางในการปฏิบัติงาน การประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนส่งต่อข้อมูลข่าวกรองที่สำคัญ พยานหลักฐานที่เกี่ยวพันกันในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุดเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถที่จะใช้มาตรการพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายปกรณ์ ธรรมโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 เป็นกฎหมายสำคัญที่ประกอบด้วยกฎหมายสารบัญญัติ คือ ข้อหาความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ การกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และมาตรการพิเศษในการสืบสวนสอบสวนซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ สามารถใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการดำเนินคดีปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เสริมอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้มากยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถนำมาตรการพิเศษตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้ดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกิจกรรมวันนี้มีผู้บริหารและตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, กรมการปกครอง, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เข้าร่วมการสัมมนา ซึ่งจะได้ร่วมกันพิจารณา วิพากษ์ และต่อยอดผลการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านและนำไปปรับปรุงเอกสารวิชาการให้มีความสมบูรณ์สามารถนำไปบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.



