เรียกว่าเป็นกระแสที่เป็นไวรัลอย่างมาก หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เพจทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง แฟนเพจ Eva – อิศวาพร ได้ออกมาเผยข้อมูลกรณีสมองของคนวิตกกังวล กลัวความไม่แน่นอนของอนาคต แบบไม่ได้ตั้งใจ จึงได้เปิดโหมดสู้ภัย ขุดมาคิดวนตลอด พร้อมระบุข้อความว่า “สมองของคนวิตกกังวล มักคิดวนเวียนกับความไม่แน่นอนของอนาคต ว่าจะเกิดนั้นเกิดนี้ จนสมองไม่สงบซักที ปกติสมองของเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่มันสร้างแบบจำลองของอนาคตขึ้นตลอดเวลา คาดการณ์ว่าอะไรอาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมตัวรับมือมากแค่ไหน”

นอกจากนี้ มีสมองหลายส่วนเข้าทำงาน ดังนี้
-Anterior hippocampus (aHPC) คือ เปิดโหมดเตือนภัย ประสานส่วนต่างๆ ให้ตื่นตัว
-Amygdala/BNST คือ เปิดโหมดอารมณ์เชิงลบ โดยเฉพาะ ความกลัว กลัวต่อสิ่งที่ไม่แน่นอน จนต้องนำกลับมาคิดซ้ำ
-Dorsal anterior cingulate cortex (dACC) คือ ตรวจจับความขัดแย้ง/ควรไม่แน่นอน ว่าตอนนี้ข้อมูลพอแล้วหรือยัง
-Dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC) คือ ส่วนที่คิดเป็นตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล วิเคราะห์ทางออก และควบคุมส่วนของอารมณ์

นอกจากนี้ “ในคนทั่วไป เมื่อข้อมูลยังไม่ครบ dACC ที่รับรู้จะคุยกับ dlPFC แล้วประเมินเลยว่า อนาคตนั้นยังมาไม่ถึง ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แล้วรอข้อมูลเพิ่มเติม อาจจะวนกลับมาคิดบ้าง แต่ไปเรื่องต่อไปดีกว่า แต่ในคนที่มีภาวะวิตกกังวล dlPFC ที่ทำงานลดลง แต่ dACC ทำงานมากขึ้น ทำให้จับแทบทุกอนาคตมาคิดวนไปวนมา ทั้งๆ ที่ข้อมูลยังไม่พอ ยิ่งไม่แน่นอน amygdala และ aHPC ยิ่งเกิด โหมดเตือนภัยแก่สมอง เกิดความไม่สบายใจ จนต้องนำ topic นั้นกลับมาคิดใหม่ วนไปวนมา”

อีกทั้ง “ผลลัพธ์ คือ สมองเริ่มให้ความสำคัญกับ ความเป็นไปได้ของอันตราย มากกว่า ความน่าจะเป็นที่แท้จริง ดังนั้นคนวิตกกังวลจำนวนมาก ไม่ได้กำลังกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่กำลังตอบสนองต่อ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” อยู่ตลอดเวลา จนระบบที่ถูกสร้างมาเพื่อปกป้องเรา กลายเป็นแหล่งกำเนิดความทุกข์เสียเอง ในคนที่เริ่มเป็นบ้างแล้ว อยากให้ลองฝึกสำรวจความคิดตัวเอง และข้อมูลที่มีค่ะ”

ทั้งนี้ “ฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนบ้าง แทนที่จะพยายามหาคำตอบทุกเรื่องทันที เพราะการยอมรับว่ายังไม่รู้ เป็นทักษะที่ช่วยลดการทำงานเกินของ dACC ได้ และสังเกตความคิด แต่ไม่รีบเชื่อทุกความคิดที่เกิดขึ้น เพราะสมองสามารถสร้างฉากจำลองที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงได้เสมอ โดยฝึกสติ (Mindfulness) ช่วยดึงความสนใจกลับมาสู่ปัจจุบัน ลดการจมอยู่กับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้ง นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ amygdala ตอบสนองต่อภัยคุกคามรุนแรงขึ้น และลดการควบคุมจาก prefrontal cortex และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดประสาท sympathetic ที่ทำงานมากไป ที่เกิดจากโหมดตื่นตัวเรื้อรัง ในคนที่เป็นหนักแล้ว พบจิตแพทย์ดีที่สุดค่ะ บางครั้งต้องใช้ยาช่วยปรับวงจรสมองที่มันเพี้ยนไปแล้ว ให้กลับมาเหมือนเดิม จิตบำบัดสำคัญมาก รักษาร่วมไปกับการใช้ยายิ่งหลุดวงจรนี้ได้ไว เพราะช่วยทั้งปรับวิธีคิด สำรวจตัวเองให้เก่งขึ้น คล้ายๆ กายภาพบำบัดของทางจิตค่ะ และลดคาเฟอีน หากมีอาการใจสั่น วิตกกังวล หรือโดยเฉพาะสายแพนิก เพราะคาเฟอีนสามารถกระตุ้นวงจรเฝ้าระวังภัยของสมองได้ ถ้าต้องการจะลด ให้ค่อยๆ ลด ห้ามหักดิบ เพราะจะเจอภาวะถอนที่วิตกกังวลหนักกว่าเดิม”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Eva – อิศวาพร