เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาเล่าเหตุการณ์และเตือนภัยผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ให้เล่นโซเชียลอย่างมีสติ ไม่หลงเชื่อบุคคลแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิท เพราะอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ สร้างภาพและตัวตนปลอมเป็นชายหน้าตาดี เข้ามาพูดคุยในเชิงชู้สาว ก่อนสร้างความไว้วางใจและออกอุบายหลอกให้โอนเงิน เช่นเดียวกับหญิงโสดวัยเกือบ 60 ปีรายหนึ่ง ซึ่งหลงเชื่อและโอนเงินไปแล้วหลายครั้ง รวมความเสียหายคาดว่าเกือบ 100,000 บาท

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบกับนางเอมอร เดชทวิสุทธิ์ เจ้าของร้าน “ลูกสาวนายดำ” ซึ่งเป็นร้านค้าส่งและเป็นผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว โดยนางเอมอรเล่าว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงโสดวัยเกือบ 60 ปี ไม่มีสามี และเป็นคนที่รู้จักสนิทสนมกัน ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายมักนำเงินมาให้ช่วยโอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นหลายครั้ง แต่เมื่อสอบถามว่าโอนเงินให้ใครและนำเงินจำนวนมากมาจากที่ใด เจ้าตัวกลับไม่ยอมเปิดเผย พร้อมตอบเพียงว่า “ไม่ต้องรู้หรอก”

นางเอมอร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้นำเงินมาให้ช่วยโอนอีกประมาณ 18,000 บาท บอกว่าจะโอนให้หลาน ส่วนก่อนหน้านี้เคยโอนเงินก้อนใหญ่ครั้งละประมาณ 30,000–40,000 บาท มาแล้ว 2–3 ครั้ง เมื่อรวมเงินที่โอนไปทั้งหมด คาดว่าน่าจะมีจำนวนเกือบ 100,000 บาท จึงเริ่มสงสัยว่าผู้เสียหายอาจกำลังถูกมิจฉาชีพหลอก

ด้วยความเป็นห่วง นางเอมอรจึงพยายามขอตรวจสอบโทรศัพท์ แต่ช่วงแรกผู้เสียหายไม่ยอมให้ดู กระทั่งครั้งล่าสุดยอมเปิดข้อความสนทนาให้ตรวจสอบ จึงพบว่าคู่สนทนาใช้ภาพชายหน้าตาดี ซึ่งคาดว่าอาจเป็นภาพที่สร้างหรือตกแต่งขึ้นด้วยเอไอ พร้อมใช้ถ้อยคำหวานเรียกผู้เสียหายว่า “ที่รัก” แทบทุกประโยค เพื่อสร้างความสนิทสนมและทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าได้รับความรักและความเอาใจใส่

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยังเชื่อว่าเป็นบุคคลจริง พร้อมกล่าวชื่นชมว่าชายคนดังกล่าวมีหน้าตาหล่อเหลา และเชื่อว่าจะเดินทางมาหาเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในประเทศไทย

สำหรับกลอุบายครั้งล่าสุด คู่สนทนาอ้างว่าชายคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. และจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อช่วยเหลือ พร้อมรับปากว่าจะนำเงินทั้งหมดมาคืนภายหลัง ทำให้ผู้เสียหายเตรียมโอนเงินให้อีกครั้ง แต่นางเอมอรเห็นความผิดปกติ จึงไม่ยอมโอนเงินให้และทดลองพูดคุยกับบุคคลในแชตด้วยตนเอง

นางเอมอรได้เสนอว่าจะนำรถตู้ไปรับและนำเงินไปช่วยถึงสถานที่ เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่คู่สนทนากลับแสดงท่าทีไม่พอใจ พร้อมตอบในลักษณะว่า “ทำไมคุณพูดอะไรยุ่งยาก ใครมายุ่งด้วย คุณโอนเงินมาอย่างเดียว” นอกจากนี้ ยังสังเกตพบว่าน้ำเสียงและรูปแบบการสนทนาเปลี่ยนไป คล้ายกับมีการเปลี่ยนบุคคลมาพูดคุย โดยคู่สนทนารายใหม่อ้างว่าเป็นหัวหน้าของชายคนดังกล่าว

นางเอมอรกล่าวอีกว่า ได้พยายามอธิบายให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอสามารถสร้างภาพบุคคลหน้าตาดี รวมถึงภาพขณะถูกใส่กุญแจมือ ถูกจับกุม หรือเดินเข้าเรือนจำได้ จึงนำตัวอย่างภาพของเพื่อนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวกันมาเปรียบเทียบให้ดู เพื่อยืนยันว่าภาพที่ถูกส่งมาไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่ผู้เสียหายยังคงเชื่อและมีความผูกพันกับบุคคลในแชตอย่างมาก

“เราเตือนหลายครั้งว่า ป้าโอนเงินให้เขาอยู่ฝ่ายเดียว แล้วทำไมเขาไม่เคยโอนเงินกลับมาให้ป้าบ้าง แต่ป้าก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจะนำเงินมาคืน ก่อนหน้านี้ป้าไม่ยอมให้ดูโทรศัพท์ เพิ่งยอมเปิดให้ดูครั้งนี้ พอเห็นทั้งรูปและข้อความก็มั่นใจว่าเป็นมิจฉาชีพ จึงไม่ยอมโอนเงินให้ในครั้งนี้ พร้อมนำเรื่องราวมาเผยแพร่เพื่อเตือนประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกัน”

นางเอมอรกล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยสำหรับผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยกลางคน ผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่ตามลำพัง หากมีบุคคลแปลกหน้าใช้ภาพชายหรือหญิงหน้าตาดีเข้ามาตีสนิท พูดคุยในเชิงความรัก ก่อนอ้างเหตุฉุกเฉิน เช่น ถูกจับกุม ติดอยู่ที่สนามบินหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเร่งรัดให้โอนเงิน ควรตั้งสติ หยุดการโอนเงิน และตรวจสอบตัวตนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปรึกษาครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนทุกครั้ง เพราะภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และข้อความที่ได้รับ อาจถูกสร้างหรือปลอมแปลงขึ้นด้วยเทคโนโลยีเอไอได้ทั้งหมด