เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 ส.ค. 69 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น นางสุภาพร บุญพรหมมา อายุ 53 ปี นำคณะญาติธรรมและคนในชุมชนข้างวัดป่าอดุลยาราม มาทำการแจกจ่ายโรงทานผัดไทย เพื่อมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง สื่อมวลชน รวมทั้งกำลังจิตอาสาในชุมชนที่มาร่วมกันทำความสะอาดภายในและภายนอกวัด รวมทั้งแจกจ่ายให้กับญาติธรรมที่เดินทางมาให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความชุลมุนและเหตุร้ายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดจึงมีคนมาที่วัดมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว

นางสุภาพร หรือพี่แอ๋ว กล่าวว่า ตนเองเป็นลูกสาวของคุณพ่ออินทรีย์ หรือ “พ่อของ” ซึ่งคุณพ่อเป็นไวยาวัจกรของวัดคนแรก และมีชื่อในหนังสือแต่งตั้งวัด โดยที่ครอบครัวได้เข้ามาอาศัยในชุมชนนี้ และได้ซื้อที่ดินกับคุณพ่อเฮียง พิมพ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยเมื่อซื้อที่ดินเสร็จและได้มาอยู่ในหมู่บ้านนี้แล้วก็เริ่มมีการจัดตั้งวัด คุณพ่อเฮียง ก็เข้ามาอยู่ในวัด ส่วนคุณพ่ออินทรีย์ ก็เข้ามาทำบุญอยู่ในวัดเป็นประจำตามวิถีของชาวพุทธ จากนั้นหลวงพ่อเพย เจ้าอาวาสในขณะนั้น จึงชักชวนอยากให้คุณพ่อมาช่วยในเรื่องของการดูแลวัด เพราะทราบว่าคุณพ่อเคยเป็นอดีตเจ้าคณะตำบลที่วัดโนนสวรรค์ บ้านหนองไผ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หลวงพ่อเพย เห็นว่าคุณพ่อมีความรู้ในเรื่องของการดูแลเรื่องวัดและพระสงฆ์

“คุณพ่อของจึงเริ่มเข้ามาทำงาน โดยท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นคือหลวงพ่อเพย ได้ให้ช่วยทำเรื่องรายรับรายจ่ายต่างๆ ให้ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้เด่นชัดมาก สักพักหนึ่งซึ่งตนเองจำปี พ.ศ. ไม่ได้เพราะตนเองก็ยังเด็ก คุณพ่อของ เล่าให้ฟังว่าเริ่มมีการอยากจะตั้งวัด อยากจะสร้างวัดขึ้นมา ซึ่งหลังจากคุณพ่อเฮียง ได้มอบที่ให้วัดแล้ว ก็จัดทำเรื่องการทำการก่อตั้งวัด โดยจะมีอาจารย์ไชยยงค์ กงศรี ซึ่งเป็นคนร่างหนังสือให้ และคุณพ่อของ ก็ไปยื่นเรื่องพร้อมกับคุณพ่อเคน ทั้งสองจึงเป็นคนทำเรื่องก่อตั้งวัด โดยพ่อของ และพ่อเคน เป็นคนเดินเรื่องในการจัดตั้งวัด ซึ่งให้อาจารย์ไชยยงค์ กงศรี เป็นผู้ร่างหนังสือในการยื่นเรื่องจัดตั้งวัด” พี่แอ๋ว กล่าว

นางสุภาพร กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เด็กตนเองในฐานะลูกสาวก็ได้เข้ามาสัมผัสในสถานที่แห่งนี้เป็นเวลานาน เพราะคุณพ่อพาเข้ามาทำบุญ ซึ่งพอเกิดเรื่องขึ้น กลุ่มของบุตรของพ่อเฮียงมาเรียกร้องเอาที่ดินของวัดคืน โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะต้องทำในเรื่องแบบนี้ เพราะการที่คุณพ่อของเรามอบในเรื่องของคุณประโยชน์ให้กับวัดแล้ว เราก็ควรจะต้องยกมือสาธุ และเราจะต้องดำเนินรอยตามในการสร้างคุณงามความดีตามคุณพ่อ ไม่ควรต้องมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ซึ่งมันไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกที่คิดจะมาขอแบ่ง เมื่อย้อนกลับสมัยที่คุณพ่อยังเป็นไวยาวัจกรวัดคนแรก ตอนที่เริ่มก่อตั้งวัดซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ากี่ปี คุณพ่อเคยมาเล่าให้คุณแม่ฟัง ซึ่งเราก็ได้ยินว่าลูกหลานตาเฮียงมีภรรยาเขามาขอ เพื่อที่จะขอที่คืน แต่เนื่องจากเป็นเด็กจึงยังไม่รู้รายละเอียด แต่คุณพ่อจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีระเบียบและเคร่งในเรื่องพุทธศาสนา คุณพ่อจึงคุยกับกลุ่มครอบครัวนายเฮียง แล้วบอกว่า การที่จะมาเอาที่วัดมันสมควรแล้วหรือ

“อีกอย่างการที่คุณพ่อของ เป็นไวยาวัจกรวัดคนแรก คุณพ่อของ จะรู้ในเรื่องความถูกต้องแม่นยำในเรื่องของรายรับ รายจ่าย การทำหลักฐาน จึงเป็นที่มาของการทำหลักฐานไว้ว่า ตาเฮียงได้มอบโฉนดที่ดิน ตามที่เคยมีการนำเสนอเขาไปว่ามีการมอบโฉนดที่เท่านี้ มีภาพถ่ายเพราะสมัยนั้นก็ไม่ได้เหมือนสมัยปัจจุบัน ที่จะต้องมีโซเชียลมีการบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ แต่คุณพ่อใช้วิธีการเขียนและการถ่ายรูปเป็นหลักฐาน และเคยได้กล่าวไว้กับเจ้าอาวาสว่าให้เก็บหลักฐานนี้ไว้ดีๆ เผื่อวันหนึ่งถ้าพ่อเสียชีวิตไปแล้วเกิดเหตุการณ์เรื่องราวนี้มา มันจะได้มีหลักฐานซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” นางสุภาพร กล่าว.



