เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงกรณีมีการนำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นคำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญไม่ควรอยู่เพียงว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร” แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร” พร้อมเสนอให้แยกพิจารณาความรับผิดของ 3 ฝ่าย ได้แก่ “คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่” รวมถึงตรวจสอบเส้นทางของเอกสารตั้งแต่ต้นทาง หรือ chain of custody ว่าใครเป็นผู้จัดทำ ใครมีสิทธิเข้าถึง ใครเป็นผู้ส่งมอบ และถูกนำออกมาเผยแพร่ได้อย่างไร
นายศุภชัย ย้ำว่า คำให้การของพยานไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหาไม่เท่ากับความผิด และการมีชื่ออยู่ในสำนวนไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำความผิด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อสังคม โดยมีข้อความทั้งหมด ดังนี้
สำนวนฮั้ว สว. หลุดได้อย่างไร คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่าสำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน
นายศุภชัย ระบุว่า หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอก อย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม” หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบ องค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้
“ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน” จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า “สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม หรือแม้กระทั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 69 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐาน เกี่ยวกับโพยและเส้นเงิน มีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายศุภชัย ระบุ



