ในวันที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนเกิดเป็นกระแส “รักสุขภาพฟีเวอร์”ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬาตามกระแส ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอน การแข่งขัน HYROX การปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ หรือเวทเทรนนิง หลายคนเชื่อว่ายิ่งออกกำลังกายมากจะทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและการฝืนขีดจำกัดของตนเอง อาจกำลังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึง ปัจจุบันโรคกระดูกและข้อไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กำลังพบมากขึ้นในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬาตามกระแสจนทำให้จำนวนผู้ป่วยในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นราว 20-30% เมื่อเทียบกับในอดีต และกำลังกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่คุกคามสุขภาพของคนทุกช่วงวัย

นพ.ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ปัญหาด้านกระดูกและข้อ” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กำลังพบในคนอายุน้อยลงอย่างชัดเจน โดยพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป และในบางกรณีพบการบาดเจ็บในเด็กอายุเพียง 5 ปี ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 20 ปีต้น ๆ กลายเป็นกลุ่มที่เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากการออกกำลังกายหักโหม การบาดเจ็บสะสม และการละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย

หนึ่งในปัญหาที่แพทย์พบมากขึ้นและน่าเป็นห่วง คือ “ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบได้ในคนอายุเพียง 20-30 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูงอย่างต่อเนื่อง หลายคนยังเข้าใจผิดว่าหากยังอายุน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อเสื่อม ทั้งที่ความเป็นจริง การใช้งานร่างกายอย่างหนักตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถเร่งให้เกิดความเสื่อมของข้อต่อได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้เกิดปัญหากระดูกและข้อ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ รวมถึงการปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ล้วนส่งผลต่อข้อเข่า กระดูกคอ และกระดูกสันหลังในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มักมองข้ามอาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

นพ.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลต่อว่า เราเห็นคนจำนวนมากตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย อยากพิชิตมาราธอน อยากแข่งขัน HYROX หรืออยากสร้างรูปร่างให้เร็วที่สุด แต่ลืมไปว่าร่างกายของ แต่ละคนไม่เหมือนกัน การเร่งพัฒนาสมรรถภาพร่างกายโดยไม่มีการเตรียมความพร้อม อาจนำไปสู่การบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ (Overuse Injury) ภาวะกระดูกล้า (Stress Fracture) รวมถึงภาวะข้อเข่า ข้อสะโพก และข้อเท้าเสื่อมก่อนวัย

ในปัจจุบันแนวคิด “No Pain, No Gain” อาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดความเสียหายที่รุนแรง หากมีอาการปวดซ้ำในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีเสียงดังภายในข้อ ไม่สามารถงอข้อได้สุด หรือมีอาการปวดต่อเนื่องเกิน 5 วัน มีอาการบวม หรือไม่สามารถลงน้ำหนักได้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรละเลย และควรรีบเข้าพบแพทย์โดยเร็ว

นพ.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า สำหรับแนวทางป้องกัน คือทุกคนเปลี่ยนแนวคิดจาก “เล่นกีฬาตามกระแส” มาเป็น “เล่นกีฬาตามสภาพร่างกาย” (Individual Condition) โดยควรศึกษาข้อมูลของกีฬาที่สนใจ วางแผนการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) รวมถึงการฝึกการทรงตัว (Balance Training) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ และช่วยให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย

สำหรับผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือโรคกระดูกและข้ออื่น ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อมีความก้าวหน้าและทันสมัยมาก ตั้งแต่การตรวจประเมินสมรรถภาพร่างกาย การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) และการฉีดสารบำรุงข้อ ไปจนถึงการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

“การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี” แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการเล่นให้เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเอง อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และอย่าฝืนร่างกายเพียงเพื่อให้ทันกระแส เพราะความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนกลับได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของร่างกาย และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันความพิการและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว”